[ ™Phototherapy by Anusorn Sutapan ]

Just wanna write ..

Posted by Anusorn on Jul 20, '08 5:01 PM for everyone

ถึงพี่น้อง ๆ และเพื่อน ๆ เห็นว่ามีประโยชน์เลยเอามาบอกต่อ                                  

         เมื่อวันเสาร์ได้ดูรายการ จุดเปลี่ยน เค้าไปสำรวจสิ่งของต่างๆที่บรรจุอยู่ในถัง        

 สังฆทานที่พวกเราเคยซื้อและนำไปถวายพระ ซึ่งส่วนมากจะใช้ไม่ได้หรือบางอย่างก็ไม่ใช้ เช่นผ้าขน  
 หนูผืนเล็กๆเท่ากับผ้าเย็นหรือผ้าอังสะที่บางมากๆ  เครื่องดื่มชนิดชงอย่างเช่นน้ำขิงผง ในกล่องบรรจุ
 จะมีแค่ 1 ซอง เป็นต้น                                                        
         ทางรายการจึง ทำแบบสอบถามพระสงฆ์(จากหลายๆวัด) เลย ได้ 10 อันดับสิ่งของ        
 ถวายสังทาน คือ                                                             

 1. อุปกรณ์เครื่องเขียน ได้แก่สมุด ปากาไ ม้บรรทัด เป็นต้น                              
 2. ใบมีดโกน ที่เป็นแบบด้ามเหล็ก                                                  
 3. ผ้าไตรจีวร                                                                
 4. หนังสือที่มีประโยชน์ เช่น หนังสือสวดมนต์ หนังสือที่เกี่ยวกับธรรมะ หนังสือทางวิชาการ และ    
 สารคดีที่ให้ความรู้                                                            
 5. รองเท้าแตะ  สีดำรูปแบบตามความเหมาะสม                                      
 6. ยารักษาโรคที่ใช้กันทั่วๆไป เช่น แก้ปวด แก้ไข้ ยาลดกรด  เป็นต้น                      
 7. ผ้าขนหนูเนื้อดีๆ ขนาดเหมาะสม สีเหลืองนะจ๊ะ                                      
 8. อุปกรณเกี่ยวกับไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์                                            
 9. อุปกรณ์ทำความสะอาดเช่น น้ำยาล้างจาน  น้ำยาทำความสะอาดพื้น แปรง ขัดพื้น เป็นต้น      
 10. ยาสระผม (ใช้สำหรับสระหนังศรีษะและตอนโกนผม)                                

คิดว่าครั้งต่อๆไปจะถวายสังฆทานเราควรจะเลือกสิ่งของที่ถวายพระแล้วท่านได้ใช้กันเนอะ      


Posted by Anusorn on Jul 18, '08 8:30 AM for everyone
1. เวลาผู้หญิงเข้าห้องน้ำ จะเปิดซิปกระโปรงหรือ ถลกเอา?
ตอบ : แล้วแต่สะดวก แต่ส่วนมากถลก
2. ผู้หญิงสวมกระโปรงยาวเป็นคนเรียบร้อยใช่ไหม?
ตอบ : ไม่เสมอไป อาจเป็นแฟชั่น
3. มีเสื้อผ้าเต็มตู้ จนไม่มีช่องว่างให้แมลงสาบหายใจ แต่ทำไมยังบอกว่าไม่มีอะไรจะใส่?
ตอบ : ก็หาที่ถูกใจกับอารมณ์วันนี้ยังไม่ได้ หรืออาจจะเรียกให้ดูดีหน่อยอาจจะบอกว่า เพื่อความเหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละวัน หรือว่าแฟชั่นช่วงนั้น
4. ทำไมผู้หญิงต้องมุ่งมั่นเอากับการทำให้ผมตรงเรียบ แบบเอาเป็นเอาตายด้วย?
ตอบ : แล้วจะให้มันยุ่งทำไมละ (ก็นั่นนาเซ่..)
5. สวมร้องเท้าส้นสูงแหลมๆทำไมถึงทรงตัวได้?
ตอบ : เป็นพรสวรรค์ตั้งแต่ชาติก่อน (อ่อเหรอ)
6. ไอ้เจ้ามาสคาร่านะ มันจะทำให้ดูดีขึ้นเหรอ?
ตอบ : โคตรๆ ถ้ายาวทิ่มตาผู้ชายได้ จะแฮปปี้สุดๆ (อิเจ๊โรคจิต )
7. น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเป็นโศกนาฏกรรมชีวิตเลยหรือ?
ตอบ ไม่ใช่แค่น้ำหนัก แต่รวมถึงเอว ตะโพก พุง ต้นแขน ต้น ขา และรอบคอ
8. ต้องการอะไร ทำไมไม่พูดตรงๆและทำไมต้องคิดว่าผู้ชายต้องเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้าด้วย
ตอบ : อ้าว! ไม่รู้นี่ว่า ผู้ชายไม่ฉลาด (ไม่น่าถามเร๊ย...)
9. เวลาคนอุ้มท้อง นอนหงายหรือนอนตะแคง?!
ตอบ : ทั้งสองอย่าง แล้วแต่ความเมื่อย
10. ทำไมต้องเติมแป้งที่ใบหน้าอยู่ตลอดเวลา
ตอบ : อยากสวย (งั้น..ปกติคงไม่...ล่ะสิ)
11. เป็นโสดทำไม?
ตอบ : ที่หาได้ก็ไม่ดี ที่ดีๆก็หาไม่ได้ (ไอ่ที่หาได้แล้วดีๆ ก็ปล่อยหลุดไปซะนี่)
12. ผู้หญิงตายด้าน มีหรือเปล่า?
ตอบ : ผู้หญิงที่ตายด้านก็เพราะคำตอบข้อ 11 นั่นแหละ
13. ทำไมต้องมีร้องเท้าหลายสิบคู่ด้วย มันต่างกันยังไง?
ตอบ : ทำไมผู้ชายถึงชอบมีเมียที่ละหลายคน มันต่างกันยังไง (แหม ถ้ามีเยอะขนาดนั้นได้ก็ดีน่ะสิ 10คู่ = 20คน)
14. ทำไมฝีมือการขับรถของผู้หญิงไม่เป็นสับปะรดเอาซะเลย?
ตอบ : ก็เพิ่งรู้ตอนคุณถาม แต่ผู้หญิงก็ไม่ได้เมาแล้วขับ เอ๊อๆๆๆ (แต่เมาแล้วขี่...)
15. ทำไมผู้หญิงชอบกินผลไม้ดอง?
ตอบ : แล้วทำไมผู้ชายชอบดื่มเหล้า ดูดบุหรี่ (ผมเลิกแล้ว เด๋วนี้หันมาดูดบุรุษ)
16. เวลาคุณเสยผม แปลว่าเชิญชวนใช่ไหม?
ตอบ : ไม่ว่ากันถ้าจะคิดอย่างนั้น ขนาดผู้หญิงด่าคุณ ยังหาว่า ผู้หญิงชอบ (ไม่ด่าอย่างเดียวนะ เด๋วนี้มีเหยียดเท้าด้วย)
17. ไอ้กระเป๋าสะพายราคาเป็นหมื่นๆนั้น มันวิเศษยังไง?
ตอบ : แล้วสุราราคา แพงๆทำไมคุณบอกว่าอร่อยกว่าราคาถูกทั้งๆที่ดื่มแล้วก็เมาเหมือนกัน (แล้วถ้าผมปั่นจิ้งหรีดแทนกินเหล้า คุณจะใช้ถุงก๊อปแก๊ปออกงานป่ะ )
18. กลัวลิปสติกเลอะเวลากินข้าว แล้วทำไมต้องทาก่อนออกไปกินข้าวด้วย?
ตอบ : คำตอบเดียวกันกับ คุณรู้ว่าเที่ยวผู้หญิง นอกใจเมีย เสี่ยงต่อการเป็นเอดส์ แล้วทำทำไม (เพิ่งรู้ว่าทาลิป มันเร้าใจขนาดนั้นเชียว)
19. ส้มตำเป็นยาอายุวัฒนะเหรอ?
ตอบ : ก็อยากผอม สวย และเอาใจผู้ชายอย่างคุณไง (ผอม สวย และเอาใจ ไม่เท่าไหร่ ชอบเสียงเผ็ดซี๊ดซ๊าดของคุณเร้าใจกว่า...)
20. ผู้หญิงสวมกระโปรงสั้น เพราะอยากอวดให้ผู้ชายเห็นเรียวขาหรือเปล่า?
ตอบ : ใช่ แต่ไม่ได้แค่อวดกับผู้ชายนะกับผู้หญิง ถ้าฉันขาสวย ฉันก็อยากอวดพวกหล่อนด้วยเหมือนกัน (อุเหม่...ชะนีโชว์เหนือ)
21. ในการปฏิบัติกิจพิเศษ ผู้หญิงสามารถรับได้สูงสุดกี่หนในคราวเดียว?
ตอบ : ผู้ชายทำได้กี่หนก็รับได้เท่านั้นแหละ ว่าแต่จะทำได้หรือเปล่าเหอะ (- - ")
22. เสื้อชั้นใน ตะขอหน้ากับตะขอหลัง มันต่างกันตรงไหน?
ตอบ : ตะขอหน้าสำหรับผู้ชายมือใหม่ ตะขอหลังสำหรับขั้นเทพ คุณละ ขั้นไหน (เทพมือใหม่งับป๋ม)
23. เวลามีรอบเดือน เจ็บปวดหรือเปล่า?
ตอบ : เจ็บปวด ไม่ทุกคนและก็ไม่ทุกครั้ง
24. คุณซัก กางเกงในกันบ่อยแค่ไหน?
ตอบ : บ่อยเท่าที่จะทำได้ นุ่งซ้ำไม่ลงเหมือนคุณหรอก (เฮ้ย! ไม่ซ้ำ หน้าA หน้าB ซ้ำที่ไหนกัน)
25. ผู้ชายเก่งกับผู้ชายรวย อย่างไหนมีน้ำหนักกว่ากัน
ตอบ : ถ้าทั้งเก่ง ทั้งรวย น้ำหนักจะดีมากๆ (ผู้ชายอ้วนจิ น้ำหนักดีมากๆ)
26. ทำไมคุณเดินช้อปปิ้งโดยที่ไม่ เหมื่อย ไม่เหนื่อย ไม่เบื่อกันเลย
ตอบ : เวลาที่คุณดื่มสังสรรค์กับเพื่อนคุณถึงสว่าง คุณไม่อยากเลิก ไม่เหนื่อย ไม่เบื่อ บ้างหรือ
27. เพชรมันสวยยังไง ทำไมใฝ่ฝันจะเป็นเจ้าของกันหนักหนา
ตอบ : ก็มันสวยกว่าก้อนหินนี่ (ขอบคุณ)
28. คุณนอนหลับท่าไหนกันบ้าง
ตอบ : ทุกท่าที่ทำให้หลับสบาย (ขอบคุณอีกที)
29. จุดยุทธศาสตร์ของผู้หญิงน่ะ จริงๆแล้วมีตรงไหนบ้าง
ตอบ : ถามแฟนคุณจะดีที่สุด (โทดทียังมะมีอ่า...)
30. คุณเคยช่วยตัวเองใช่ไหม
ตอบ : คุณถามเพราะไม่รู้จริงๆเหรอ (จิงจิ๊ง....)
31. ผู้หญิงบ้างคนทำอาหารไม่เป็นเลยจริงๆหรือว่าแกล้งทำ
ตอบ : ทำน่ะ มันทำได้ แต่จะขาดรสอร่อย (ก็ถูก)
32. ทำไมผู้หญิงวิตกจริตกันเอามากๆ
ตอบ : คุณเรียกว่าวิตกจริตแต่ผู้หญิงเรียกว่า กลัว (จ้าๆ)
33. ทำไมผู้หญิงถึงได้ตั้งใจและเรียนเก่งกันนัก
ตอบ : ก็เพราะผู้หญิงขับรถไม่เป็นสับปะรดไง (เกี่ยวเรอะเจ๊ )
34. ยามเข้านอน คุณสวมชุดชั้นในกันหรือเปล่า
ตอบ : แล้วแต่คนส่วนมาก ไม่ (ผมก็ไม่..ทั้งชั้นในและ นอก... -.,-)
35. ทำไมต้องรวบผมครึ่งเดียว
ตอบ : มันจำเป็นที่จะต้องรวบหมดด้วยเหรอ
36. ตอนสวมชุดเกาะอก เปิดไหล่ใส่เสื้อชั้นในกันหรือเปล่า
ตอบ : ใส่บ้าง ไม่ใส่บ้างแล้วแต่ชุด
37. ตอนสวมชุดว่ายน้ำ คุณสวมกางเกงในด้วยหรือเปล่า
ตอบ : คำตอบเดียวกับข้อ 36
38. เคยจินตนาการแบบอีโรติก กับผู้ชาย ที่กำลังอยู่ตรงหน้าบ้างไหม
ตอบ : ไม่เคย พราะแค่เจอหน้าก็อารมณ์หดหมดแล้ว แต่ถ้ากับดารา ก็ไม่แน่ (เอ่อ..ตูไม่หล่อมั่งนะ...ฮึ่ม)
39. ชุดโชว์ร่องอกน่ะ อยากให้ผู้ชายดูใช่ไหม
ตอบ : คล้ายๆกับคำตอบข้อ 20
40. ทำไม ต้องอคติกับแม่สามีด้วย (กำลังจะคิดให้มี”วันแม่ยาย” )
ตอบ : อาจจะเพราะรักผู้ชายคนเดียวกันก็ได้มั้ง
41. เอ่อ! ..คุณชอบท่าไหนมากที่สุด
ตอบ : ทำไมคุณไม่ถามว่าเกลียดท่าไหนที่สุด จะตอบง่ายกว่า
42. คุณจะเปลี่ยนมาเป็นศาสนาเดียวกับผมได้ไหม
ตอบ : ได้ แต่คุณลองให้เหตุผลดีๆมาซัก 3 ข้อ
43. ถ้ามาอยู่บ้านผู้ชายแล้ว ผู้หญิงเขาจะช่วยค่าใช้จ่ายในบ้านไหม
ตอบ : แล้วทำไมผู้หญิงต้องไปอยู่บ้านคุณด้วย (อ่า..รอแปป..กะลังหาเหตุผลดีๆซัก 3 ข้อ)
44. ทำไมผู้หญิงต้องเอาเป็นเอาตาย กับวันครบรอบสารพัดวันด้วย
ตอบ : ที่จริงผู้หญิงทุกคนอยากจะรู้ว่าผู้ชายที่รัก จะรักและสนใจอะไรเกี่ยวกับตัวเธอบ้างไหม
45. ผู้หญิงเคยสวมกางเกงในกลับด้านกันบ้างไหม
ตอบ : ไม่เคย (อ๊าย...เชยเบื่อๆก็หัดมาใส่หน้าB บ้างนะ)
46. กางเกงเป้าต่ำน่ะ ใส่สบายดีจริงๆหรือเปล่า
ตอบ : ก็สบายต่อสายตา ผู้ชายไง (อ่านะ งั้นก็ใส่ต่อเหอะ ชอบดูกะปุกออกสินโผล่ตอนนั่ง)
47. ทำไมต้องให้ผู้ชายเป็นฝ่ายเลี้ยงทุกครั้งที่ออกเดท
ตอบ : ไม่ได้ตั้งใจ (แต่จงใจใช่ป่าว)
48. คุณเคยดูหนังโป๊กันใช่ไหม
ตอบ : ใช่ ชอบด้วย (มาดูด้วยกานป่ะอะคึ อะคึ)
49. ระหว่างเครื่องสำอางกับอาหาร คุณให้อะไรเป็นที่หนึ่ง
ตอบ : เครื่องสำอาง

ตรงกันมั่งป่ะคุณผู้หญิงทั้งหลาย อิ อิ

Posted by Anusorn on Jul 14, '08 7:16 AM for everyone
คนบ้าผู้กล้าเปลี่ยน

เรื่องโดย : ท่าน ว.วชิรเมธี

เชื่อหรือไม่ว่า ที่โลกของเราก้าวหน้ามาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะอาศัย “คนบ้า” เสียเป็นส่วนใหญ่
คนปกติ มีส่วนทำให้โลกพัฒนาอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบอัตราส่วนแล้ว ดูจะน้อยกว่าคนบ้า

ในอินเดียสมัยโบราณ คนยุคนั้นมีความคิดกันว่า ทางที่จะทำให้บรรลุสู่ความดับทุกข์มีเพียงสองทาง หนึ่ง คือ ทางทรมานตน (ทุนิยม) และสองคือทางตามใจตน (สุขนิยม) ต่อมาเจ้าชายสิทธัตถะ ทรง “บ้า” กว่าคนในยุคนั้น คิดไม่เหมือนใครว่า ต้องมีทางสายอื่นที่ดีกว่าสองทางนี้อย่างแน่นอน แล้วก็ทรงแสวงหาทางเลือกใหม่ตามตรรกะที่ทรงตั้งสมมติฐานไว้ ทรงบ้าอยู่ได้ตั้ง 6 ปี ผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ทรงล้มเลิก

ใครบางคนเคยกล่าวว่า “ไม่มีใครล้มเหลว หากเขาไม่ยอมล้มเลิก”

คำกล่าวนี้ นับว่าใช้ได้กับกรณีของเจ้าชายสิทธัตถะ เพราะหลังจากทรงบ้าทดลองแสวงหาทางดับทุกข์มาทุกวิถีทางกินเวลากว่า 6 ปี ในที่สุดก็ทรงสมปรารถนา ทรงค้นพบมรรคาแห่งความสำเร็จในคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ นับแต่นั้น พระองค์ทรงเปลี่ยนสถานภาพเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

โลกยังคงจัดงานเฉลิมฉลองวันแห่งความสำเร็จของพระองค์มาจนถึงทุกวันนี้

.........

หลังจากผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังนาม “อั้งลี่” สำเร็จการศึกษาจากมหานครนิวยอร์กแล้ว เขามีความฝันว่า สักวันหนึ่ง โลกจะต้องจดจำเขาในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อก้องให้จงได้ แต่จนแล้วจดรอด ฝันของเขาก็ไม่เคยเป็นจริง แทนที่สำเร็จการศึกษากลับมาแล้ว อั้งลี่ จะได้เป็นผู้กำกับสมใจ เขากลับกลายเป็นพ่อครัวอยู่ในร้านอาหาร

เขาช่วยภรรยาทำกับข้าวอยู่ในร้านอาหาร จนภรรยาเริ่มเซ็ง และถามว่า “เมื่อไหร่ คุณจะได้เป็นผู้กำกับเสียที” ในขณะที่คนรอบข้างมองไม่เห็นว่า อั้งลี่ จะเป็นผู้กำกับหนังได้อย่างไรนั้น ตัวเขากลับคิดอีกอย่างหนึ่ง

เขาคิดว่า ความสำเร็จต้องเป็นของเขาแน่นอน เพียงแต่ว่า ในการเดินทางมาหาเขานั้น ความสำเร็จต้องใช้เวลาทำวีซ่านานหน่อยก็แค่นั้น

เมื่อได้ตั้งปณิธานบ้าๆ ว่า ผู้กำกับเอเชียจะโกอินเตอร์ให้ได้แล้ว อั้งลี่ ไม่เคยอยู่เงียบๆ เขาซุ่มเขียนบทภาพยนตร์มากมาย และเพียรส่งให้กูรูด้านภาพยนตร์ทั่วโลกพิจารณา และในที่สุด หลังการรอคอยอันยาวนานถึง 6 ปีเต็ม โอกาสก็เดินทางมาถึงเขา และไม่นานหลังจากนั้น วีซ่าแห่งความสำเร็จก็ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ

เขากลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์จากเอเชียที่บุกตะลุยไปถึงรางวัลออสการ์อันทรง เกียรติเป็นผลสำเร็จเป็นคนแรก จากผลงาน “หุบเขาเร้นรัก” หรือ Brokeback Mountain นับแต่นั้นเป็นต้นมา อั้งลี่ ไม่ใช่พ่อครัวปรุงอาหารกายอีกต่อไป แต่เขากลายเป็นพ่อครัวผู้ปรุงอาหารใจหล่อเลี้ยงคนทั้งโลก

ใครบางคนเคยกล่าวว่า “สำหรับผู้รู้จักอดทนและรอคอยอย่างใจเย็น ความสำเร็จต้องเป็นของเขาไม่เร็วก็ช้า”

คำกล่าวนี้ นับว่าใช้ได้สำหรับกรณีของอั้งลี่

.........

นานหลายร้อยปีมาแล้ว มีนักเดินเรือคนหนึ่ง เกิดมีความคิดบ้าๆ อยากรู้ว่า โลกกลมหรือโลกแบนอย่างที่เขาเล่าลือกันหรือไม่ เขาเริ่มท้าทายแนวคิดที่ว่าโลกกลม จนถูกสังคมต่อต้าน ระหว่างหาทางพิสูจน์ทฤษฎี เขาหายไปจากสังคมนานกว่า 4 ปี แล้วต่อมาเขาก็กลับมามีตัวตนอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ เขาไปหาพระเจ้าแผ่นดินของสเปน ขอรับพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อไปค้นหาโลกใหม่ที่ปลายสุดของมหาสมุทร แต่จริงๆ เขาต้องการทราบว่า โลกกลมหรือแบน ด้วยลูกบ้าที่กล้าคิดและทำแหกคอกไม่เหมือนใคร ในที่สุดชายคนนี้ก็ค้นพบทวีปอเมริกา

แต่กว่าจะค้นพบ เขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคนับไม่ถ้วน วันหนึ่งระหว่างเรือแล่นไปกลางมหาสมุทร ลูกเรืออยากกลับบ้าน จึงพากันฟันเสากระโดงเรือ แต่เขาก็ไม่เลิกบ้า สั่งให้ซ่อม แล้วเดินทางต่อ อีกครั้งหนึ่งลูกเรือลุกขึ้นประท้วง เจาะเรือจนรั่ว เพื่อหาเหตุขอให้เขาพากลับบ้านเกิด นักเดินเรือบ้าคนนั้นใช้กุศโลบายหมุนเข็มทิศเปลี่ยนทิศทางพลางบอกลูกน้องว่า เรากำลังบ่ายหน้ากลับบ้าน แต่แท้ที่จริงเรือยังคงมุ่งไปข้างหน้า เมื่อบ้าจนได้ที่แล้ว วันหนึ่ง คณะของนักสำรวจเลือดบ้าคนนี้ ก็ค้นพบทวีปใหม่ ซึ่งต่อมาก็คือ สหรัฐอเมริกา และนั่นจึงทำให้เขาได้รับเกียรติ นำเอาชื่อของเขามาเป็นชื่อของเมืองหลวงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (ดี.ซี.มาจาก District of Columbus )

ใครบางคนเคยกล่าวไว้ว่า “จุดหมาย คือเป้านิ่ง นักเดินทาง คือ ผู้เคลื่อนไหว เมื่อจุดหมายอยู่ที่เดิมตลอด หากเราเดินเพียงวันละก้าว ไม่เร็วก็ช้า ต้องบรรลุจุดหมาย”

คำกล่าวนี้ นับว่า ใช้ได้กับกรณีของโคลัมบัส

.........

เชื่อหรือไม่ว่า โลกของเราก้าวหน้ามาถึงทุกวันนี้ก็เพราะอาศัย “คนบ้า” เสียเป็นส่วนใหญ่

ผลแห่งการบ้าคิดนอกกรอบของเจ้าชายสิทธัตถะ ทำให้โลกเกิดศาสนาใหม่ ทำให้อารยธรรมของมนุษย์เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง ผลแห่งการบ้าของคนอย่างโคลัมบัส ทำให้เกิดประเทศใหม่อย่างสหรัฐอเมริกา ผลแห่งการบ้าของอั้งลี่ ทำให้คนเอเชียก้าวขึ้นสู่ยุคทองของโลกภาพยนตร์ในตะวันตก

คนบ้าๆ นี่แหละที่เปลี่ยนแปลงโลก คนนิ่งๆ คนเชื่องๆ คนเงียบๆ คนหงอๆ คนประเภท “เห็นด้วยนะ แต่ไม่แสดงออกหรอก” ยากมากที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์

สังคมไทยกำลังต้องการคนบ้าอย่างเร่งด่วน เราต้องการนักการเมืองบ้าๆ ที่กล้าลุกขึ้นมาประกาศว่า จะเล่นการเมืองโดยไม่โกง เราต้องการทหารบ้าๆ ที่กล้าประกาศว่า จะไม่ย้อนกลับไปปฏิวัติ เราต้องการตำรวจบ้าๆ ที่กล้าประกาศว่า จะไม่รับส่วย เราต้องการพระบ้าๆ ที่กล้าประกาศว่า จะไม่พาคนโง่ลงกว่าเดิม เราต้องการคนไทย ที่กล้าลุกขึ้นมาประกาศว่า บ้านเมืองก็ของเรา และเราทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์การเมืองใหม่ และเราต้องการคนไทยบ้าๆ ที่กล้าประกาศว่า นักการเมืองที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ควรมี ที่อยู่ ที่ยืน บนผืนแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเรา

หากเราไม่ลุกขึ้นมาบ้า เราก็คงจะต้องเป็นยายแก่ตาแก่ขี้บ่นกันไปอย่างนี้ชั่วนาตาปีทั้งประเทศ แล้วก็ปล่อยให้คนด้อยคุณภาพทั้งหลาย บริหารจัดการประเทศกันไปอย่างไร้ทิศทาง และมองไม่เห็นอนาคต

คุณพร้อมจะบ้าหรือยัง ?!

 

Posted by Anusorn on Jun 3, '08 11:12 AM for everyone
จาก FW MAIL:

หากลดบางอย่างให้น้อยลง คุณอาจได้บางสิ่งกลับมามากขึ้น

ลดความโกรธให้น้อยลง ... ได้สติกลับมามากขึ้น
ลดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง  ... ได้เงินเก็บมากขึ้น
ลดความคิดที่จะหาคนที่ถูกน้อยลง ... ได้คำตอบสำหรับทำเรื่องที่ถูกต้องมากขึ้น
ลดการพูดให้น้อยลง ... ทำหลายอย่างได้มากขึ้น
คิดถึงคนที่ฉันรักให้น้อยลง ... เข้าใจคนที่ฉันรักได้มากขึ้น
รักตัวเองให้น้อยลง ... คนอื่นรักฉันมากขึ้น
พูดให้ร้ายคนอื่นน้อยลง ... มีคนพูดถึงฉันในแง่ดีมากขึ้น
แสดงความฉลาดให้น้อยลง ... ได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น
ออกนอกบ้านให้น้อยลง ... ได้ความอบอุ่นในครอบครัวมากขึ้น
นอนให้น้อยลง ... ทำหลายอย่างได้มากขึ้น
คิดเรื่องเครียดให้น้อยลง ... ยิ้มได้มากขึ้น
ลดความอายให้น้อยลง ... ได้ความกล้ามากขึ้น
ดูละครน้อยลง ... อ่านหนังสือได้มากขึ้น
วิ่งให้ช้าลง ... มองเห็นคนข้างหลังมากขึ้น
เชื่อให้น้อยลง ... มองเห็นความจริงได้มากขึ้น
ลดทิฐิให้น้อยลง ... รู้จักอภัยมากขึ้น
กระโดดให้น้อยลง ... เดินได้มั่นคงมากขึ้น
กินให้น้อยลง ... อิ่มได้มากขึ้น
ก้มหน้าให้น้อยลง ... มองเห็นได้ไกลขึ้น
พักเหนื่อยให้น้อยลง ... รู้จักความสบายมากขึ้น
เห็นแก่ตัวให้น้อยลง ... มีคนรอดชีวิตมากขึ้น
แบกของหนักให้น้อยลง ... ชีวิตฉันเบามากขึ้น
ทะเลาะกับเด็กให้น้อยลง ... ฉันโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
ทะเลาะกับผู้ใหญ่ให้น้อยลง ... ฉันได้รับการเอ็นดูมากขึ้น
แอบฟังให้น้อยลง ... ฉันได้ยินอะไรมากขึ้น
ฉันคิดคำถามให้น้อยลง ... ฉันเห็นคำตอบมากขึ้น

..... แล้วคุณลดอะไรได้บ้างแล้วละ .....


Posted by Anusorn on May 16, '08 6:49 PM for everyone
เฮ่อออ สามอาทิตย์เต็ม ๆ ในที่สุดก็เสร็จจนได้ เหลือแค่รอ review แล้วก็คงแก้ไขนิดหน่อย ส่งงาน แล้ว(บริษัท) ก็รับตังค์


แต่  เดี๋ยวก่อน !!!!!!!!!!!!!!!!!!     


อย่าเพิ่งดีใจไป อิ อิ อิ มีโปรเจคอื่นจ่อรออยู่ แต่ก็นะ ขอพักก่อนซักอาทิตย์ในระหว่างศึกษาข้อมูลของระบบ CRM ของโปรเจคใหม่

26 May นี้เป็นวันหยุด Public holiday ของที่นี่ เพราะงั้นจะได้หยุดยาว 3 วัน (ยาวแล้วเหรอฟ่ะ ?)  เลยวางแผนว่าจะไปเดินเล่นที่ เมือง Bath อันเลืองชื่อ ได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้วว่า มีสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่สวยมาก ๆ อยากลองไปดูให้เห็นกับตา

อีกอย่าง ตอนนี้หลอกเพื่อนร่วมทางไปได้แล้วคนนึง เป็นเพื่อนที่อยู่ใน class เรียนภาษาด้วยกันนั่นแหละ เพราะเดินเที่ยวคนเดียวคงไม่สนุกเท่าไหร่ ไปกันสองสามคนสนุกดี ได้ฝึกคุย ได้เถียงกัน อย่างน้อย ๆ ก็มีเพื่อนคุย แม้ว่าจะคนละภาษาก็ตามเถอะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เหตุผลหลักคือ ............

............ จะไปฝึก portrait หุ หุ หุ หุ หุ หุ ไม่ได้หัดนานแล้วกลัวถ่ายไม่เป็น หุ หุ หุ หุ หุ หุ


ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.visitbath.co.uk/

Posted by Anusorn on May 9, '08 5:41 AM for everyone
จาก FW MAIL

ช่างเทคนิค :
' ฮัลโหล สวัสดีครับ มีอะไรให้รับใช้ครับ '
 
ลูกค้า :
' ดิฉันได้นั่งนึกดูแล้วคิดว่า โปรแกรมความรัก นี่ก็น่าสนใจ ดีนะคะ คุณช่วยกรุณาแนะนำดิฉันหน่อยได้ไหม
คะว่าจะลงโปรแกรมนี้ยังไง '
 
ช่างเทคนิค :
' ด้วยความยินดีครับ ไม่ทราบว่าพร้อมที่จะลงโปรแกรม หรือยังครับ '
 
ลูกค้า :
' อืม... ไม่รู้เหมือนกันคะ บอกตามตรงว่าดิฉันไม่ค่อยรู้ เรื่องคอมพิวเตอร์เท่าไร แต่ดิฉันคิดว่าน่าจะ
พร้อมคะ ไม่ทราบว่าต้องเริ่มทำยังไงบ้างคะ '
 
ช่างเทคนิค :
' อันดับแรกเลยคุณต้องเปิดใจคุณก่อนครับ '
 
ลูกค้า :
' ไม่มีปัญหาคะ แต่ว่าตอนนี้ฉันเปิดใช้โปรแกรมอื่นอยู่ด้วย ไม่ทราบว่าจะมีปัญหาใน การติดตั้งไหมคะถ้า
ฉันไม่ได้ปิดโปรแกรมพวกนี้ '
 
ช่างเทคนิค :
' ไม่ทราบว่าโปรแกรมอะไรหรือครับที่กำลังเปิดใช้งานอยู่ '
 
ลูกค้า :
' เดี๋ยวขอดิฉันดูนิดนึงนะคะ อืม... ก็มีโปรแกรม 'ความเจ็บปวดในอดีต' , 'การไม่เห็น คุณค่าของ
ตัวเอง', 'ความริษยา', 'ความขุ่นเคือง' และก็ 'โปรแกรมความโกรธ' ทั้งหมดที่เปิดก็มีเท่านี้คะ '
 

ช่างเทคนิค :
' ไม่มีปัญหาครับ โปรแกรมความรักจะค่อยๆลบความเจ็บปวดในอดีต ออกจากระบบปฏิบัติการครับ
มันอาจจะคงอยู่ในหน่วยความทรงจำแต่ว่าจะไม่รบกวนการทำงานของโปรแกรมอื่นๆครับ ไม่ต้องกังวล
สำหรับโปรแกรมการไม่เห็นคุณค่าของตัวเองนั้นจะค่อยๆหายไปเอง เพราะส่วนประกอบส่วนหนึ่งของ
โปรแกรมความรัก คือการเห็นคุณค่าของตนเอง ส่วนนี้จะค่อยๆเข้ามาแทนที่อย่างช้าๆจนการไม่เห็น คุณ
ค่าตัวเองหมดไป
แต่ว่าคุณเองจะต้องปิดโปรแกรมความริษยา ความขุ่นเคืองและ ความโกรธลง เพราะโปรแกรมพวกนี้จะ
ขัดขวางไม่ให้โปรแกรมความรักสามารถติดตั้งได้ รบกวนช่วยปิดโปรแกรมพวกนี้ ก่อนได้ไหมครับ '
 
ลูกค้า :
' บอกตามตรงเลยนะคะ ดิฉันไม่รู้จริงๆคะว่าจะปิดโปรแกรมพวกนี้ยังไง '
 
ช่างเทคนิค :
'เข้าไปที่ Start Menu นะครับ แล้วเรียกโปรแกรมการให้อภัยขึ้นมา
ต้องเปิดโปรแกรมนี้เรื่อยๆจนกว่าความริษยา, ความขุ่นเคืองและก็ความโกรธจะถูกลบออกไปจนหมด '
 
ลูกค้า :
' ได้คะ.... เสร็จแล้วคะ ตอนนี้โปรแกรมความรักเริ่มที่จะติดตั้งอัตโนมัติแล้วคะ
แต่เอ..........นี่เป็นปกติของโปรแกรมใช่ไหมคะที่ติดตั้งด้วยตัวมันเอง '
 
ช่างเทคนิค :
' ใช่ครับ แต่อย่าลืมนะครับว่า นี่เป็นเพียงโปรแกรมพื้นฐานเท่านั้น
คุณจะต้องติดต่อกับหัวใจดวงอื่นๆเพื่อที่จะได้ upgrade โปรแกรมความรักให้มี version ที่สูงขึ้น '
 
ลูกค้า :
' อุ้ย....มีข้อความผิดพลาดขึ้นที่หน้าจอ
บอกว่า ' โปรแกรมไม่สามารถติดต่อออก ไปสู่ภายนอกได้' ดิฉันควรทำยังไงดีคะ '
 
ช่างเทคนิค :
'ไม่ต้องตกใจครับ นั่นแสดงว่าตอนนี้โปรแกรมความรักได้ติดตั้งอยู่ภายในใจคุณเรียบร้อยแล้วครับ
แต่ที่โปรแกรมยังไม่สามารถใช้งานได้ ก็เพราะว่าคุณต้องเริ่มรักตัวคุณเองก่อน จากนั้นคุณถึงจะรักคนอื่นได้ '
 
ลูกค้า :
' แล้วดิฉันควรจะทำยังไงคะ '
 
ช่างเทคนิค :
' คุณช่วยเลื่อนการยอมรับตัวเองลงมาหน่อยได้ไหมครับ จากนั้นให้คลิกที่ไฟล์ 'การยกโทษให้ตนเอง'
'การรู้ถึงคุณค่าของตัวเอง' และ การยอมรับถึงความจำกัดในตัวคุณ'......'
 
ลูกค้า :
' ได้คะ...เสร็จแล้วคะ '
 
ช่างเทคนิค :
' โอเคครับ จากนั้นก็ก๊อปปี้ไฟล์พวกนี้เข้ามาในไดเร็กทอรี่ 'ใจฉัน' ระบบจะทำการจัดการไฟล์ที่มีปัญหา
รวมทั้งแก้ไขโปรแกรมต่างๆที่มีข้อผิดพลาด แต่ว่าคุณจะต้องลบไฟล์ 'การพูดถึงตัวเองในแง่ลบ' และ
'ไฟล์การตัดสินผู้อื่น' ออกจากทุกๆไดเร็กทอรี่นะครับ และอย่าลืมเข้าไปลบอีกที ใน Recycle Bin นะครับ
เพื่อให้มั่นใจว่าไฟล์พวกนี้ถูกลบจนหมดและไม่มีทางกลับเข้ามาทำความยุ่งยากได้อีก '
 
ลูกค้า :
'ทราบแล้วคะ เอ๊ะ!!...มีไฟล์ใหม่ๆเกิดขึ้นในหัวใจตั้งเยอะคะ
'ยิ้ม' กำลังวิ่งเล่นอยู่บนหน้าจอ 'สันติสุข' และ 'ความยินดี' กำลังก๊อปปี้ตัวเองอยู่ทั่วไปภายในใจฉัน
นี่เป็นปกติหรือเปล่า คะ '
 
ช่างเทคนิค :
' ครับ บางครั้งสำหรับบางคนอาจต้องใช้เวลาหน่อย แต่ท้ายที่สุดสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสม ตอน
นี้โปรแกรมความรักได้ติดตั้งและเปิดใช้งานเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ มีอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะบอกก่อนที่จะ
วางสายครับ
ความรักเป็นโปรแกรมให้เปล่า (shareware) อย่าลืมแบ่งปันให้คนอื่นนะครับ ความรักที่คุณให้ไปจะไม่เหมือนกันในแต่ละ
คน และความรักนี้จะถูกส่งต่อไปยังคนอื่นๆและส่วนหนึ่งก็จะกลับคืนมาสู่ตัวคุณด้วย และเมื่อนั้นความรักของ
คุณก็จะมีการพัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง '
 
ลูกค้า :
' ดิฉันให้สัญญาคะ...................ว่าจะแบ่งปันโปรแกรมความรักให้กับคนอื่นๆ
รบกวนขอทราบชื่อของ คุณหน่อยได้ไหมคะ '
 
ช่างเทคนิค :
' เรียกผมว่า 'ผู้ชันสูตรจิตใจ' หรือ เราเป็น' (I AM) ก็ได้ครับ คนส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขาจะต้องไป
ตรวจสุขภาพจิตใจปีละครั้ง เพื่อให้หัวใจเขามีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง แต่ผู้ที่สร้างใจ (ผมเอง) ขอแนะ
นำว่าไม่จำเป็น................ เพียงแต่คุณคอยหมั่นดูแลความรักให้คงอยู่ในแต่ละวันก็เพียงพอแล้วครับ'
 

Posted by Anusorn on Apr 28, '08 4:27 AM for everyone

ในจำนวนพลเมืองโลกที่มี 6 พันกว่าล้านคนนั้น หากใครสักสามารถก้าวไปสู่จุดที่ทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับและรู้จักนั้น แน่นอน คนเหล่านั้นต้องมี "ความพิเศษ" บางอย่าง

ความแน่วแน่ของ "บัณฑิต อึ้งรังษี" ในการไม่ละสายตาจากเป้าหมาย ทำให้เขาสามารถก้าวไปเป็นวาทยกรระดับโลกได้ ทั้งที่แรกเริ่มต้น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปสู่เส้นทางนั้นอย่างไร

บางคนอาจจะมีแบ็คกราวด์ดี อย่าง "เท็ด บุญธนากิจ" ที่ได้ไปเติบโตฝังตัวในต่างประเทศ ทำให้มีโอกาสเริ่มต้นงานระดับอินเตอร์ได้ง่าย แต่หากไม่สร้างสมฝีมือไว้ ก็คงไม่ยืนหยัดในฮอลลีวู้ดจนเป็นคนเขียนสตอรี่บอร์ดแถวหน้าได้

ประสบการณ์จากการเห็นโลกกว้าง ขณะที่รากเหง้าความเป็นไทยแฝงอยู่ในตัว เป็นข้อได้เปรียบของ "เอกชัย เอื้อครองธรรม" ในการสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ ละครเวที ระดับนานาชาติ จนได้รับการยกย่องให้เป็นผู้กำกับรุ่นยังค์ที่ต้องจับตา

การสร้างโอกาสให้ตัวเอง โดยนำตัวเองเข้าไปอยู่ในแวดวงอินเตอร์ ทำให้ "กระทิง พูนผล" ก้าวไปเป็นผู้บริหารชาวไทยในฝ่ายการตลาดของ "กูเกิล" เช่นเดียวกับ "ทักซิโด" "ไพโรจน์ อิทธิดาวัชกุล" นักมายากลไทย ที่กลายเป็น "หนึ่งเดียว" ของนักมายากลไทยระดับเอเชีย

วิธีที่ฮีโร่เหล่านี้สามารถสร้างผลงานจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติได้ ก็คือ

ทำในสิ่งที่รัก แม้ว่าสิ่งดังกล่าวจะไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ในสายตาผู้อื่น แต่เมื่อได้ทำในสิ่งที่รัก จะทำให้เกิดเรี่ยวแรง เกิดพลังที่จะทุ่มเท ซึ่งส่งให้ผลงานโดดเด่น อยู่แนวหน้าได้ไม่ยาก อย่างเช่น ทักซิโด ที่เลือกที่จะเป็นนักมายากลทั้งที่อาชีพวิศวะซึ่งเขาร่ำเรียนมา เป็นที่ยอมรับมากกว่าในสังคมไทย

แต่ขณะนี้ทักซิโดกลายเป็นนักมายากลที่รู้จักกันระดับเอเชียแล้ว

มีจิตใจที่แข็งแกร่ง อดทน ไม่ท้อแท้ต่อความล้มเหลว อุปสรรค และไม่ล้มเลิก ในบรรดาคนที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ ไม่มีใครไม่เคยล้มเหลว บางคนบอกว่า บ่อยครั้งไปที่ผิดหวัง แต่เขาเหล่านั้นมีจิตใจที่น่ายกย่อง

กว่าบัณฑิต จะหยิบความสำเร็จมาไว้ในอุ้งมือ ก็ต้อง "รอ" ถึง 13 ปี

กระทิงบอกว่า เมื่อเห็นปัญหา เขาก็วิ่งเข้าใส่

มีความพยายาม ทุกอย่างได้มาด้วยหยาดเหงื่อ ไม่ใช่โชคช่วย หรือโชคดี ไม่มีใครในที่นี้ประสบความสำเร็จโดยเอ่ยอ้างถึงพรสวรรค์สักคน ขณะที่บัณฑิตบอกว่าต้อง "ซ้อมๆๆๆๆ"

สร้างโอกาสให้กับตนเอง เมื่อรู้ว่าเป้าหมายอยู่ที่ใด ก็ต้องพาตัวเองไปสู่ที่นั้นอย่างทักซิโดที่ออกตระเวนแข่งในต่างประเทศ ทำให้โอกาสวิ่งเข้ามา เพราะถ้าอยู่ในประเทศ โอกาสหรืออาชีพนักมายากลจะตีบตันกว่า

คิดใหญ่ ความสามารถคนอาจจะไม่ต่างกันมาก แต่ที่ต่างกัน คือความคิด ฉะนั้นต้องคิดให้ใหญ่ไว้ก่อน

อย่างน้อยก็ไปได้ไกลกว่าที่เคยอยู่จุดเดิมแน่นอน

..........................................................

เท็ด บุญธนากิจ ไปถึง 'ฮอลลีวู้ด'

คงไม่แปลกอะไร หากชื่อ "เท็ด บุญธนากิจ" จะไม่คุ้นหูชาวไทย แต่สำหรับแวดวงฮอลลีวู้ดแล้ว ชื่อของผู้ชายไทยคนนี้กลับไม่รู้จักไม่ได้ หากว่าคุณกำลังมองหาคนเขียนสตอรี่บอร์ดชั้นเซียนเพื่อเนรมิตตัวหนังสือออกมาเป็นภาพสดสวยที่เล่าเรื่องได้

หลายคนอาจสงสัย ว่างานเขียนสตอรี่บอร์ดนั้นสำคัญมากน้อยเพียงใด ในงานถ่ายทำหนังภาพยนตร์

"เท็ด บุญธนากิจ" คนไทยแท้ๆ ซึ่งคร่ำหวอดในแวดวงฮอลลีวู้ดมานานถึง 25 ปี โดยมีหนังอย่าง The Spider-Man 2, Ronin, The Punisher การันตี สรุปอย่างย่อเกี่ยวกับอาชีพนี้ โดยเปรียบว่าไม่ต่างอะไรกับการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์

เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการถ่ายทอดจากแผ่นฟิล์มมาลงบนหน้ากระดาษเท่านั้น

จะเป็น "เท็ด บี." ของวงการฮอลลีวู้ดได้ แน่นอนว่าเรื่องของพื้นฐานทางศิลปะต้องมีอยู่ล้น

เท็ดบอกว่า ตัวเองรักที่จะวาดรูปมากเป็นพิเศษ แต่คุณพ่อซึ่งเป็นนักการทูตไม่สนับสนุนนัก เพราะมองว่าเอาไปทำมาหากินอะไรได้ยาก ทำให้ยังได้แต่เป็นความฝัน

โตขึ้นเท็ดนำตัวเองเข้าไปในแวดวงศิลปะ โดยเข้าร่วมกับงานละครเวที ที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้งานโปรดักชั่นหลังฉาก จนถึงงานแสดงหน้าฉาก บัลเล่ต์ แจ๊ส เขาก็เคยเต้นมาแล้ว

แต่ก็ยังเป็นแค่งานอดิเรกชั่วครั้งชั่วคราว ที่ทำให้เท็ดเข้าใกล้อาชีพในปัจจุบันนี้ที่สุด ก็เมื่อย้ายตามคุณพ่อมายังสหรัฐอเมริกา เท็ดตัดสินใจเลือกเรียนในสาขา Visual Communication Advertising ส่งผลให้เริ่มได้งานวาดสตอรี่บอร์ดให้กับหนังโฆษณา

พร้อมกับยังฝันอยู่ลึกๆ ถึงหนทางไปให้ถึงฮอลลีวู้ด

"อยู่ดีๆ โอกาสก็เดินมาถึงตัว ตอนนั้นมีกองถ่ายหนังเรื่อง ฟราย กรีน โทเมโทส์ เข้ามาถ่ายทำที่จอร์เจีย แล้วต้องการคนเขียนสตอรี่บอร์ดที่เป็นคนท้องถิ่นเพราะเป็นหนังทุนต่ำ ก็มีการแนะนำกันต่อๆ จนมาถึงเรา ก็ลองติดต่อไปดู"

ทั้งๆ ที่เจ้าตัวไม่เคยผ่านงานหนังใหญ่มาก่อน สเต็ปการสร้างงานสตอรี่บอร์ดให้กับหนังใหญ่เหมือนหรือต่างจากงานโฆษณาอย่างไร เจ้าตัวก็ไม่ทราบ แถมยังโทรไปบอกเนียนๆ ว่า เคยผ่านงานสตอรี่บอร์ดของหนังใหญ่มาแล้ว

ที่บอกไปอย่างนั้น เท็ดให้คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ว่า "ผมเชื่อว่าผมทำได้"

ทันทีที่วางสายจากกองถ่าย เท็ดก็ติดต่อเพื่อนทุกคนที่รู้จักในแอลเอ ให้ช่วยหาข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับการทำสตอรี่บอร์ดสำหรับหนังใหญ่ ทั้งขั้นตอนการทำงาน การโค้ดราคา

คืนนั้นทั้งคืน ผมไม่ได้นอนเลย นั่งวาดรูปจนเสร็จ แล้วก็ไปเจอผู้กำกับ เอางานไปให้ดู แล้วผมก็ได้งานในเช้าวันนั้นเลย และพอจบจากเรื่องนั้น ก็มีการแนะนำต่อๆ กันไป จนทำมาต่อเนื่อง ตอนนี้ก็ 30 เรื่องแล้ว"

นอกจากฝีมือที่ทำให้ขึ้นมาจนเป็นนักวาดสตอร์รี่บอร์ดชั้นหัวแถวของฮอลลีวู้ดได้ เท็ดบอกว่ายังมีเรื่องของความรับผิดชอบ สามารถส่งงานได้ทันเวลาในคุณภาพที่เป็นมาตรฐานของฮอลลีวู้ด เป็นใบเบิกทางชั้นดีให้เขาอยู่ในวงการได้นานขนาดนี้ โดยเรื่องของเชื้อชาติ หรือ สีผิว ไม่เป็นอุปสรรคใดๆ เลย

"ฮอลลีวู้ด ไม่แคร์ว่าเราจะเป็นชาวอะไร ขอให้ทำงานได้จริง และสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี ก็ไม่มีปัญหา"

แม้เส้นทางสู่ฮอลลีวู้ดของเท็ดจะดูเหมือนง่าย แทบไม่ต้องฟันฝ่าอะไร แต่เท็ดก็ไม่รับประกันว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับทุกคน โดยเขาเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขานั้น ต้องเรียกว่า อยู่ถูกที่ ถูกเวลา จะเหมาะสมกว่า

โชคดีที่อยู่ถูกที่ ถูกเวลา แล้วก็รู้จักถูกคน ทำให้มีเส้นทางเดินที่อาจเรียกได้ว่า ทางลัด

แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ฝันอยากจะทำงานแบบนี้บ้าง เท็ดแนะว่า แทนที่จะนั่งรอโอกาส ที่ไม่รู้จะเข้ามาหรือเปล่า สู้เอาเวลาไปนั่งสร้างพอร์ตโฟลิโอของตัวเองให้ดีที่สุด จะดีกว่าv ที่สำคัญ คือ อย่ากลัว ถ้าอยากทำจริง ก็ต้องกล้าโชว์ของ และขอให้รู้จักคนที่จะเป็นช่องทางไว้ให้มาก เพราะวงการนี้ไม่ใหญ่ การจะได้งานอย่างต่อเนื่อง ส่วนมากก็เกิดจากการแนะนำต่อๆ กันไปทั้งสิ้น

หลายคนอาจจะคิดว่า "วาดรูปเก่ง" คือคุณสมบัติที่จำเป็นที่สุดสำหรับอาชีพนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เท็ดบอกว่าเซนส์ในการสื่อสารสำคัญกว่า คนที่จะมาทำตรงนี้ได้ ต้องเข้าใจเรื่องของมุมกล้อง มีความรู้เรื่องการถ่ายภาพ แล้วก็วาดออกมา ให้ "ง่ายต่อการเข้าใจ" เพื่อให้ทีมงานจากทุกๆ ฝ่ายใช้ดูประกอบการทำงานให้ไปในทางเดียวกัน

และแม้ว่าหลักการของงานสตอรี่บอร์ดจะเน้นที่การสื่อสารมากกว่าความสวยงาม แต่เท็ดก็ยังใส่ใจในรายละเอียดที่มากกว่าคนอื่นๆ อยู่ดี โดยมักจะใช้เวลาในการวาดมากกว่าคนอื่น ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าv "ผมทำงาน ผมก็อยากเอ็นเตอร์เทนตัวเองไปด้วย เวลาวาดเลยชอบใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ใส่อารมณ์ของตัวแสดงเข้าไปด้วย ทำให้เราเพลินกับการทำงาน เหมือนกำลังวาดรูปเล่น แต่ได้เงินด้วย"

ทุกวันนี้ ด้วยวัยเฉียดๆ จะ 50 เท็ดใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ไปกับการทำงานทั้งสิ้น 6 วัน โดยทำงานวันละไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง ด้วยค่าตอบแทนที่ไม่น้อย (4,000-4,500 เหรียญต่อสัปดาห์)

และด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน เขาจึงเริ่มมองถึงโอกาสที่จะขยับตัวไปทำหนัง เพราะงานทำสตอรี่บอร์ดนั้นต้องทำงานคู่กับผู้กำกับอย่างใกล้ชิด รู้ทุกขั้นตอนว่างานกำกับต้องมีอะไรบ้าง ทำให้เท็ดมั่นใจว่าไม่น่าจะเกินความสามารถ

ผมกำลังคิดอยากจะทำหนังของตัวเอง เพราะอายุก็มากขึ้น จะทำอย่างนี้ไปจนแก่ก็ไม่ไหว เหนื่อยไป ปล่อยให้เป็นงานของเด็กๆ ดีกว่า ตอนนี้ก็คิดพล็อตได้แล้ว 2 เรื่อง"

ยิ่งเมื่อต้นปีเท็ดมีโอกาสกลับมาเมืองไทย พร้อมโปรเจคหนัง สตรีท ไฟเตอร์ที่จะมาถ่ายทำในไทย ทำให้เท็ดมองเห็นศักยภาพของคนทำหนังในไทยว่า มีความเป็นมาตรฐานสากลเทียบชั้นฮอลลีวู้ดได้ไม่อายใคร

ยิ่งตอกย้ำความถึงโอกาสที่จะได้ทำหนังของตัวเอง โดยใช้ไทยเป็นฐานในการผลิตงาน โดยฝีมือคนไทยจากฮอลลีวู้ด

..........................................................

กระทิง พูนผล ในองค์กรมหัศจรรย์ กูเกิล

อยากปฏิวัติการศึกษาและการเรียนรู้ของสังคมไทย ให้คนไทยได้ก้าวไปแข่งขันในเวทีโลก ชีวิตนี้ถ้าไม่ตาย ขอทำให้ได้

คนไทยคนแรกที่ได้นั่งระดับผู้บริหารในกูเกิล หนุ่มจากวงการไฮเทคคนนี้ปัจจุบันเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด สำนักงานใหญ่ของกูเกิล ในซิลิคอน วัลเลย์

อะไรทำให้กูเกิล องค์กรที่ได้รับการจัดอันดับจากฟอร์จูนว่า เป็นบริษัทที่น่าทำงานมากที่สุด องค์กรที่มีคนทำงานดีกรีปริญญาเอกแทบทั้งสิ้นเลือกหนุ่มไทยคนนี้เข้าร่วมงานด้วย

ทั้งที่เขาเป็น 1 ใน 2 ของพนักงานที่ไม่มีคำว่าดอกเตอร์นำหน้า

ที่จริงแล้ว กระทิงมีโปรไฟล์ในขั้นไม่ธรรมดา

จากเด็กต่างจังหวัดที่ไม่เก่ง เก็บตัว ขาดความมั่นใจเพราะถูกเพื่อนแกล้งสมัยยังเล็ก เขากลับฮึดเอาชนะความอ่อนแอในตัว คว้าเหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิกวิชาการแห่งประเทศไทยมาได้ และหลังคว้าปริญญาตรีวิศวะไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทการตลาดจากธรรมศาสตร์ ภาคอินเตอร์ ก็บินไปสู่โลกกว้างที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกที่มีผู้สอนอย่างแอนดี โกรฟ อดีตซีอีโอของอินเทล หรือเอริค ชมิดท์ ซีอีโอคนปัจจุบันของกูเกิล เป็นซีเนียร์ เลคเชอเรอร์

จากที่คิดว่าไปเปิดโลกทัศน์ ไปเห็นโลกกว้าง ไปเอาคอนเนคชั่น ช่วงแรกในสแตนฟอร์ดกระทิงบอกว่า ช่วงแรกเขาเหมือน กระทิงในดงฉลามเพราะเพื่อนร่วมชั้นทุกคนล้วนแต่ อัจฉริยะประสบความสำเร็จกันมาทั้งนั้น บางคนคือประธานบริษัทแบบยาฮูของจีน จากคนสมัคร 380 คน ผ่านคัดเลือก 42 ซึ่งใน 42 คนนี้เวลาอาจารย์ถามจะเงียบไม่ตอบอยู่คนเดียว คือผม เพราะยกมือไม่ทัน และเพื่อนๆ ฉลาดมาก ทั้งๆ ที่คะแนนจีแมทอยู่ในระดับ 750 เพิ่งรู้ว่า เราไม่เก่งอย่างที่คิด"

ถ้าเป็นคนอื่น อาจจะถอดใจง่ายๆ แต่สำหรับกระทิงเขาเคยมีบททดสอบเรื่องความกดดันมาแล้ว สมัยเป็นเด็กต่างจังหวัด เขาเคยมีความคิดว่า เราไม่มีทางชนะเด็กกรุงเทพฯ แต่ครูที่สอนบอกว่าอย่าให้ใครมากำหนด ถ้าเขาเก่งกว่า เราก็ต้องพยายามให้เหมือนเขา แม่ผมก็บอกให้ผมคิดเหมือนกระทิง เจอปัญหาวิ่งเข้าใส่

กระทิงในตอนนั้นเลยวิ่งเข้าใส่ปัญหา ทำทุกอย่าง สุดท้ายก็ได้เหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิกมาเชยชม ถึงตอนนี้ในฐานะคนที่ชอบด้านการวางกลยุทธ์ เขาวิเคราะห์หาจุดแข็งเพื่อทำให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับ

"ผมมาคิดว่า จริงๆ เราไม่ใช่คนพูดเร็ว จะไปสู้เขาคงไม่ได้ เลยเลือกสไตล์พูดช้า พูดชัด พูดแล้วคนฟัง คือแบบพูดน้อยต่อยหนัก อย่างนั้นจะดีกว่า พูดแล้วคนต้องว้าว แล้วเราก็เริ่มมั่นใจ พูดได้เร็วขึ้น

แต่ 3 เดือนแรกเหมือนนรก

มีหลายๆ ครั้งที่ท้อ ร้องไห้

แต่นึกถึงคุณแม่ ตอนท่านเจ็บหนักหยุดหายใจ 5-6 ครั้งท่านก็สู้ที่จะมีชีวิตตลอด ครั้งหนึ่งท่านบอกว่า ท่านเห็นยมบาล แต่ท่านขอมีชีวิตต่อ บอกว่ายังไม่เห็นลูกประสบความสำเร็จ

เราก็คิดว่าแม่ยังสู้ยมบาล แล้วเราล่ะ เราเป็นลูกแม่ แม่สู้เพื่อดูเราประสบความสำเร็จ เราก็ต้องสู้ให้แม่ได้เห็น

นอกจากนั้นกระทิงบอกว่า เขายังใช้เสน่ห์ความเป็นไทยมาเป็นจุดแข็งเราไม่ใช่อเมริกัน เสน่ห์ของเรา คือความเป็นไทย ในที่สุดเพื่อนๆ ก็เปิดใจยอมรับ

ความเป็นไทยยังเป็นสิ่งที่กระทิงยืนยันว่า ช่วยให้ได้ทำงานที่กูเกิล

บางคนน้อยใจอยากเป็นอเมริกัน พยายามเรียนรู้อเมริกัน คัลเจอร์ แต่ความเป็นคนไทยนี่แหละ ความเป็นคนสบายๆ ง่ายๆ โอเพ่น เฟรนด์ลี่ รู้จักการปล่อยวางนี่แหละที่คนอื่นชอบ

ผ่านพ้นช่วงปรับตัว ความสามารถของกระทิงเริ่มเป็นที่ประจักษ์ กระทั่งเพื่อนๆ โหวตให้เขาเป็นประธานชมรมการตลาดที่มีสมาชิกกว่า 100 คน นำทีมไปคว้ารางวัลอันดับสอง กรณีการตลาดแห่งสหรัฐอเมริกา โดย HP

ลูกอึดมีอยู่เต็มตัวกระทิง แม้ภาระการเรียนจะหนัก แต่เขายังทำงานควบคู่ไปด้วย ทั้งเปิดบริษัท ทั้งทำธุรกิจร่วมกับบริษัทเวนเจอร์ โดยมีเวลาพักจริงๆ แค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น ค่าเรียนแพงมาก เงินที่เตรียมไปไม่พอใช้กระทิงบอก

ทั้งทำงานและเรียน นอนแค่วันละ 4 ชั่วโมง ผมคิดว่าถ้าผมนอนวันละ 8 ชั่วโมง ถ้ามีอายุถึง 100 ปี ผมใช้เวลานอนถึง 33 ปี แต่ถ้านอนแค่ 4 ชั่วโมง เรามีเวลาเพิ่มขึ้น 16 ปี

ความช่างคิดแบบนี้ กระทิงบอกว่าเขาเป็นมาตั้งแต่เด็ก โดยฮีโร่ของเขาสมัยเด็กๆ คือไอน์สไตน์ พอโตขึ้นฮีโร่ของเขา คือ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" เนื่องจากชื่นชอบความเป็นนักวางกลยุทธ์

ขณะนี้กูเกิลมีคนไทยร่วมงาน 2-3 คน แต่กระทิงเป็นคนบุกเบิก เขาเลือกเราก็โชคดีกระทิงบอก เพราะใบสมัครที่มีไปถึงกูเกิลนั้นมีเป็นพันๆ ใบ คนที่ผ่านการคัดเลือกเรียกว่าต้องผ่านการสกรีนอย่างมาก

เขาสัมภาษณ์ผม 8 รอบ ใช้เวลา 5 เดือน ตอนนั้นก็เริ่มท้อใจ เพราะปฏิเสธงานอื่นไปทั้งที่ออฟเฟอร์ดีกว่ากระทิงเล่าพร้อมยกตัวอย่างคำถามเช่น ทำอย่างไรให้กูเกิลโต 10 เท่า ซึ่งจะใช้ความคิดธรรมดาๆ ไม่ได้ ก็ต้องใส่ความคิดนอกกรอบ ความสร้างสรรค์

บรรยากาศการทำงานที่กูเกิล กระทิงบอกว่า คนที่นี่ต้องยืดหยุ่น ยอมรับการเปลี่ยนแปลงมากๆ เพราะเป็นธุรกิจใหม่ ที่นี่มีความอลหม่าน เพราะมันไม่มีรูปแบบ ต้องสร้าง ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ผมเปลี่ยนตำแหน่ง 2 ครั้ง เปลี่ยนที่นั่ง 3 ครั้งในเวลาไม่ถึงปี

นอกจากนี้สังคมคนกูเกิลยังง่ายๆ เปิดกว้างทางความคิด แม้แต่ละคนจะฉลาด ชนิดจบปริญญาเอกกันคนละ 2 ใบหรือจบปริญญา 2 ใบใน 4 ปีนั่นคือเอกใบ โทใบ แต่ส่วนใหญ่จะฉลาด ถ่อมตัว

คือคนที่เก่งจริงๆ ประสบความสำเร็จจริงๆ เขาไม่คุย แต่ถ้ามีไอเดียต้องสปีค อัพ และเขาจะทุ่มเทสูง คนที่นี่เดินตาแดงก่ำเป็นแถว มีความบ้าระห่ำ เพราะเราอยู่ในอุตสาหกรรมใหม่ ไม่มีใครเคยไปเพราะฉะนั้น ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองต้องทำอย่างไร รู้แต่ว่าเราต้องสร้างมันขึ้นมาเอง

ชีวิตที่กูเกิล สนุก อาจจะดูว่าสับสนวุ่นวาย แต่คนที่นั่นเชื่อว่า สิ่งที่เขาทำคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และเปลี่ยนแปลงโลกได้ ช่วยโลกได้ เพราะเรา organize the world’s information เพื่อให้คนเข้าใจ และใช้ข้อมูลได้มาก ทุกคนเลยมีแรงผลักดันสูง

มาตรฐานความสามารถสูง มาตรฐานคนกูเกิลยามถูกประเมินเลยสูงตาม ถึงใครจะเก่งมาจากไหน แต่ที่นี่ผลการประเมินอาจจะออกมาแค่ ปานกลางสำหรับผลงานกระทิง ได้รับการประเมินว่าดีมาก แต่ก็เกือบตายเหมือนกันกระทิงบอก

งานของกระทิง คือการดูแลตลาดในเอเชีย รับผิดชอบธุรกิจ search engine ในเอเชียเขามองว่า เอเชียเป็นอนาคต