ในจำนวนพลเมืองโลกที่มี 6 พันกว่าล้านคนนั้น หากใครสักสามารถก้าวไปสู่จุดที่ทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับและรู้จักนั้น แน่นอน คนเหล่านั้นต้องมี "ความพิเศษ" บางอย่าง
ความแน่วแน่ของ "บัณฑิต อึ้งรังษี" ในการไม่ละสายตาจากเป้าหมาย ทำให้เขาสามารถก้าวไปเป็นวาทยกรระดับโลกได้ ทั้งที่แรกเริ่มต้น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปสู่เส้นทางนั้นอย่างไร
บางคนอาจจะมีแบ็คกราวด์ดี อย่าง "เท็ด บุญธนากิจ" ที่ได้ไปเติบโตฝังตัวในต่างประเทศ ทำให้มีโอกาสเริ่มต้นงานระดับอินเตอร์ได้ง่าย แต่หากไม่สร้างสมฝีมือไว้ ก็คงไม่ยืนหยัดในฮอลลีวู้ดจนเป็นคนเขียนสตอรี่บอร์ดแถวหน้าได้
ประสบการณ์จากการเห็นโลกกว้าง ขณะที่รากเหง้าความเป็นไทยแฝงอยู่ในตัว เป็นข้อได้เปรียบของ "เอกชัย เอื้อครองธรรม" ในการสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ ละครเวที ระดับนานาชาติ จนได้รับการยกย่องให้เป็นผู้กำกับรุ่นยังค์ที่ต้องจับตา
การสร้างโอกาสให้ตัวเอง โดยนำตัวเองเข้าไปอยู่ในแวดวงอินเตอร์ ทำให้ "กระทิง พูนผล" ก้าวไปเป็นผู้บริหารชาวไทยในฝ่ายการตลาดของ "กูเกิล" เช่นเดียวกับ "ทักซิโด" "ไพโรจน์ อิทธิดาวัชกุล" นักมายากลไทย ที่กลายเป็น "หนึ่งเดียว" ของนักมายากลไทยระดับเอเชีย
วิธีที่ฮีโร่เหล่านี้สามารถสร้างผลงานจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติได้ ก็คือ
ทำในสิ่งที่รัก แม้ว่าสิ่งดังกล่าวจะไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ในสายตาผู้อื่น แต่เมื่อได้ทำในสิ่งที่รัก จะทำให้เกิดเรี่ยวแรง เกิดพลังที่จะทุ่มเท ซึ่งส่งให้ผลงานโดดเด่น อยู่แนวหน้าได้ไม่ยาก อย่างเช่น ทักซิโด ที่เลือกที่จะเป็นนักมายากลทั้งที่อาชีพวิศวะซึ่งเขาร่ำเรียนมา เป็นที่ยอมรับมากกว่าในสังคมไทย
แต่ขณะนี้ทักซิโดกลายเป็นนักมายากลที่รู้จักกันระดับเอเชียแล้ว
มีจิตใจที่แข็งแกร่ง อดทน ไม่ท้อแท้ต่อความล้มเหลว อุปสรรค และไม่ล้มเลิก ในบรรดาคนที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ ไม่มีใครไม่เคยล้มเหลว บางคนบอกว่า บ่อยครั้งไปที่ผิดหวัง แต่เขาเหล่านั้นมีจิตใจที่น่ายกย่อง
กว่าบัณฑิต จะหยิบความสำเร็จมาไว้ในอุ้งมือ ก็ต้อง "รอ" ถึง 13 ปี
กระทิงบอกว่า เมื่อเห็นปัญหา เขาก็วิ่งเข้าใส่
มีความพยายาม ทุกอย่างได้มาด้วยหยาดเหงื่อ ไม่ใช่โชคช่วย หรือโชคดี ไม่มีใครในที่นี้ประสบความสำเร็จโดยเอ่ยอ้างถึงพรสวรรค์สักคน ขณะที่บัณฑิตบอกว่าต้อง "ซ้อมๆๆๆๆ"
สร้างโอกาสให้กับตนเอง เมื่อรู้ว่าเป้าหมายอยู่ที่ใด ก็ต้องพาตัวเองไปสู่ที่นั้นอย่างทักซิโดที่ออกตระเวนแข่งในต่างประเทศ ทำให้โอกาสวิ่งเข้ามา เพราะถ้าอยู่ในประเทศ โอกาสหรืออาชีพนักมายากลจะตีบตันกว่า
คิดใหญ่ ความสามารถคนอาจจะไม่ต่างกันมาก แต่ที่ต่างกัน คือความคิด ฉะนั้นต้องคิดให้ใหญ่ไว้ก่อน
อย่างน้อยก็ไปได้ไกลกว่าที่เคยอยู่จุดเดิมแน่นอน
..........................................................
เท็ด บุญธนากิจ ไปถึง 'ฮอลลีวู้ด'
คงไม่แปลกอะไร หากชื่อ "เท็ด บุญธนากิจ" จะไม่คุ้นหูชาวไทย แต่สำหรับแวดวงฮอลลีวู้ดแล้ว ชื่อของผู้ชายไทยคนนี้กลับไม่รู้จักไม่ได้ หากว่าคุณกำลังมองหาคนเขียนสตอรี่บอร์ดชั้นเซียนเพื่อเนรมิตตัวหนังสือออกมาเป็นภาพสดสวยที่เล่าเรื่องได้
หลายคนอาจสงสัย ว่างานเขียนสตอรี่บอร์ดนั้นสำคัญมากน้อยเพียงใด ในงานถ่ายทำหนังภาพยนตร์
"เท็ด บุญธนากิจ" คนไทยแท้ๆ ซึ่งคร่ำหวอดในแวดวงฮอลลีวู้ดมานานถึง 25 ปี โดยมีหนังอย่าง The Spider-Man 2, Ronin, The Punisher การันตี สรุปอย่างย่อเกี่ยวกับอาชีพนี้ โดยเปรียบว่าไม่ต่างอะไรกับการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์
เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการถ่ายทอดจากแผ่นฟิล์มมาลงบนหน้ากระดาษเท่านั้น
จะเป็น "เท็ด บี." ของวงการฮอลลีวู้ดได้ แน่นอนว่าเรื่องของพื้นฐานทางศิลปะต้องมีอยู่ล้น
เท็ดบอกว่า ตัวเองรักที่จะวาดรูปมากเป็นพิเศษ แต่คุณพ่อซึ่งเป็นนักการทูตไม่สนับสนุนนัก เพราะมองว่าเอาไปทำมาหากินอะไรได้ยาก ทำให้ยังได้แต่เป็นความฝัน
โตขึ้นเท็ดนำตัวเองเข้าไปในแวดวงศิลปะ โดยเข้าร่วมกับงานละครเวที ที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้งานโปรดักชั่นหลังฉาก จนถึงงานแสดงหน้าฉาก บัลเล่ต์ แจ๊ส เขาก็เคยเต้นมาแล้ว
แต่ก็ยังเป็นแค่งานอดิเรกชั่วครั้งชั่วคราว ที่ทำให้เท็ดเข้าใกล้อาชีพในปัจจุบันนี้ที่สุด ก็เมื่อย้ายตามคุณพ่อมายังสหรัฐอเมริกา เท็ดตัดสินใจเลือกเรียนในสาขา Visual Communication Advertising ส่งผลให้เริ่มได้งานวาดสตอรี่บอร์ดให้กับหนังโฆษณา
พร้อมกับยังฝันอยู่ลึกๆ ถึงหนทางไปให้ถึงฮอลลีวู้ด
"อยู่ดีๆ โอกาสก็เดินมาถึงตัว ตอนนั้นมีกองถ่ายหนังเรื่อง ฟราย กรีน โทเมโทส์ เข้ามาถ่ายทำที่จอร์เจีย แล้วต้องการคนเขียนสตอรี่บอร์ดที่เป็นคนท้องถิ่นเพราะเป็นหนังทุนต่ำ ก็มีการแนะนำกันต่อๆ จนมาถึงเรา ก็ลองติดต่อไปดู"
ทั้งๆ ที่เจ้าตัวไม่เคยผ่านงานหนังใหญ่มาก่อน สเต็ปการสร้างงานสตอรี่บอร์ดให้กับหนังใหญ่เหมือนหรือต่างจากงานโฆษณาอย่างไร เจ้าตัวก็ไม่ทราบ แถมยังโทรไปบอกเนียนๆ ว่า เคยผ่านงานสตอรี่บอร์ดของหนังใหญ่มาแล้ว
ที่บอกไปอย่างนั้น เท็ดให้คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ว่า "ผมเชื่อว่าผมทำได้"
ทันทีที่วางสายจากกองถ่าย เท็ดก็ติดต่อเพื่อนทุกคนที่รู้จักในแอลเอ ให้ช่วยหาข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับการทำสตอรี่บอร์ดสำหรับหนังใหญ่ ทั้งขั้นตอนการทำงาน การโค้ดราคา
“คืนนั้นทั้งคืน ผมไม่ได้นอนเลย นั่งวาดรูปจนเสร็จ แล้วก็ไปเจอผู้กำกับ เอางานไปให้ดู แล้วผมก็ได้งานในเช้าวันนั้นเลย และพอจบจากเรื่องนั้น ก็มีการแนะนำต่อๆ กันไป จนทำมาต่อเนื่อง ตอนนี้ก็ 30 เรื่องแล้ว"
นอกจากฝีมือที่ทำให้ขึ้นมาจนเป็นนักวาดสตอร์รี่บอร์ดชั้นหัวแถวของฮอลลีวู้ดได้ เท็ดบอกว่ายังมีเรื่องของความรับผิดชอบ สามารถส่งงานได้ทันเวลาในคุณภาพที่เป็นมาตรฐานของฮอลลีวู้ด เป็นใบเบิกทางชั้นดีให้เขาอยู่ในวงการได้นานขนาดนี้ โดยเรื่องของเชื้อชาติ หรือ สีผิว ไม่เป็นอุปสรรคใดๆ เลย
"ฮอลลีวู้ด ไม่แคร์ว่าเราจะเป็นชาวอะไร ขอให้ทำงานได้จริง และสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี ก็ไม่มีปัญหา"
แม้เส้นทางสู่ฮอลลีวู้ดของเท็ดจะดูเหมือนง่าย แทบไม่ต้องฟันฝ่าอะไร แต่เท็ดก็ไม่รับประกันว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับทุกคน โดยเขาเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขานั้น ต้องเรียกว่า อยู่ถูกที่ ถูกเวลา จะเหมาะสมกว่า
โชคดีที่อยู่ถูกที่ ถูกเวลา แล้วก็รู้จักถูกคน ทำให้มีเส้นทางเดินที่อาจเรียกได้ว่า “ทางลัด”
แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ฝันอยากจะทำงานแบบนี้บ้าง เท็ดแนะว่า แทนที่จะนั่งรอโอกาส ที่ไม่รู้จะเข้ามาหรือเปล่า สู้เอาเวลาไปนั่งสร้างพอร์ตโฟลิโอของตัวเองให้ดีที่สุด จะดีกว่าv ที่สำคัญ คือ อย่ากลัว ถ้าอยากทำจริง ก็ต้องกล้าโชว์ของ และขอให้รู้จักคนที่จะเป็นช่องทางไว้ให้มาก เพราะวงการนี้ไม่ใหญ่ การจะได้งานอย่างต่อเนื่อง ส่วนมากก็เกิดจากการแนะนำต่อๆ กันไปทั้งสิ้น
หลายคนอาจจะคิดว่า "วาดรูปเก่ง" คือคุณสมบัติที่จำเป็นที่สุดสำหรับอาชีพนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เท็ดบอกว่าเซนส์ในการสื่อสารสำคัญกว่า คนที่จะมาทำตรงนี้ได้ ต้องเข้าใจเรื่องของมุมกล้อง มีความรู้เรื่องการถ่ายภาพ แล้วก็วาดออกมา ให้ "ง่ายต่อการเข้าใจ" เพื่อให้ทีมงานจากทุกๆ ฝ่ายใช้ดูประกอบการทำงานให้ไปในทางเดียวกัน
และแม้ว่าหลักการของงานสตอรี่บอร์ดจะเน้นที่การสื่อสารมากกว่าความสวยงาม แต่เท็ดก็ยังใส่ใจในรายละเอียดที่มากกว่าคนอื่นๆ อยู่ดี โดยมักจะใช้เวลาในการวาดมากกว่าคนอื่น ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าv "ผมทำงาน ผมก็อยากเอ็นเตอร์เทนตัวเองไปด้วย เวลาวาดเลยชอบใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ใส่อารมณ์ของตัวแสดงเข้าไปด้วย ทำให้เราเพลินกับการทำงาน เหมือนกำลังวาดรูปเล่น แต่ได้เงินด้วย"
ทุกวันนี้ ด้วยวัยเฉียดๆ จะ 50 เท็ดใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ไปกับการทำงานทั้งสิ้น 6 วัน โดยทำงานวันละไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง ด้วยค่าตอบแทนที่ไม่น้อย (4,000-4,500 เหรียญต่อสัปดาห์)
และด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน เขาจึงเริ่มมองถึงโอกาสที่จะขยับตัวไปทำหนัง เพราะงานทำสตอรี่บอร์ดนั้นต้องทำงานคู่กับผู้กำกับอย่างใกล้ชิด รู้ทุกขั้นตอนว่างานกำกับต้องมีอะไรบ้าง ทำให้เท็ดมั่นใจว่าไม่น่าจะเกินความสามารถ
“ผมกำลังคิดอยากจะทำหนังของตัวเอง เพราะอายุก็มากขึ้น จะทำอย่างนี้ไปจนแก่ก็ไม่ไหว เหนื่อยไป ปล่อยให้เป็นงานของเด็กๆ ดีกว่า ตอนนี้ก็คิดพล็อตได้แล้ว 2 เรื่อง"
ยิ่งเมื่อต้นปีเท็ดมีโอกาสกลับมาเมืองไทย พร้อมโปรเจคหนัง “สตรีท ไฟเตอร์” ที่จะมาถ่ายทำในไทย ทำให้เท็ดมองเห็นศักยภาพของคนทำหนังในไทยว่า มีความเป็นมาตรฐานสากลเทียบชั้นฮอลลีวู้ดได้ไม่อายใคร
ยิ่งตอกย้ำความถึงโอกาสที่จะได้ทำหนังของตัวเอง โดยใช้ไทยเป็นฐานในการผลิตงาน โดยฝีมือคนไทยจากฮอลลีวู้ด
..........................................................
กระทิง พูนผล ในองค์กรมหัศจรรย์ ‘กูเกิล’
“อยากปฏิวัติการศึกษาและการเรียนรู้ของสังคมไทย ให้คนไทยได้ก้าวไปแข่งขันในเวทีโลก ชีวิตนี้ถ้าไม่ตาย ขอทำให้ได้”
คนไทยคนแรกที่ได้นั่งระดับผู้บริหารในกูเกิล หนุ่มจากวงการไฮเทคคนนี้ปัจจุบันเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด สำนักงานใหญ่ของกูเกิล ในซิลิคอน วัลเลย์
อะไรทำให้กูเกิล องค์กรที่ได้รับการจัดอันดับจากฟอร์จูนว่า เป็นบริษัทที่น่าทำงานมากที่สุด องค์กรที่มีคนทำงานดีกรีปริญญาเอกแทบทั้งสิ้นเลือกหนุ่มไทยคนนี้เข้าร่วมงานด้วย
ทั้งที่เขาเป็น 1 ใน 2 ของพนักงานที่ไม่มีคำว่าดอกเตอร์นำหน้า
ที่จริงแล้ว “กระทิง” มีโปรไฟล์ในขั้นไม่ธรรมดา
จากเด็กต่างจังหวัดที่ไม่เก่ง เก็บตัว ขาดความมั่นใจเพราะถูกเพื่อนแกล้งสมัยยังเล็ก เขากลับฮึดเอาชนะความอ่อนแอในตัว คว้าเหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิกวิชาการแห่งประเทศไทยมาได้ และหลังคว้าปริญญาตรีวิศวะไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทการตลาดจากธรรมศาสตร์ ภาคอินเตอร์ ก็บินไปสู่โลกกว้างที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกที่มีผู้สอนอย่างแอนดี โกรฟ อดีตซีอีโอของอินเทล หรือเอริค ชมิดท์ ซีอีโอคนปัจจุบันของกูเกิล เป็นซีเนียร์ เลคเชอเรอร์
จากที่คิดว่าไปเปิดโลกทัศน์ ไปเห็นโลกกว้าง ไปเอาคอนเนคชั่น ช่วงแรกในสแตนฟอร์ดกระทิงบอกว่า ช่วงแรกเขาเหมือน “กระทิงในดงฉลาม” เพราะเพื่อนร่วมชั้นทุกคนล้วนแต่ “อัจฉริยะ” ประสบความสำเร็จกันมาทั้งนั้น บางคนคือประธานบริษัทแบบยาฮูของจีน “จากคนสมัคร 380 คน ผ่านคัดเลือก 42 ซึ่งใน 42 คนนี้เวลาอาจารย์ถามจะเงียบไม่ตอบอยู่คนเดียว คือผม เพราะยกมือไม่ทัน และเพื่อนๆ ฉลาดมาก ทั้งๆ ที่คะแนนจีแมทอยู่ในระดับ 750 เพิ่งรู้ว่า เราไม่เก่งอย่างที่คิด"
ถ้าเป็นคนอื่น อาจจะถอดใจง่ายๆ แต่สำหรับกระทิงเขาเคยมีบททดสอบเรื่องความกดดันมาแล้ว สมัยเป็นเด็กต่างจังหวัด เขาเคยมีความคิดว่า เราไม่มีทางชนะเด็กกรุงเทพฯ แต่ครูที่สอนบอกว่าอย่าให้ใครมากำหนด “ถ้าเขาเก่งกว่า เราก็ต้องพยายามให้เหมือนเขา แม่ผมก็บอกให้ผมคิดเหมือนกระทิง เจอปัญหาวิ่งเข้าใส่”
กระทิงในตอนนั้นเลยวิ่งเข้าใส่ปัญหา ทำทุกอย่าง สุดท้ายก็ได้เหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิกมาเชยชม ถึงตอนนี้ในฐานะคนที่ชอบด้านการวางกลยุทธ์ เขาวิเคราะห์หาจุดแข็งเพื่อทำให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับ
"ผมมาคิดว่า จริงๆ เราไม่ใช่คนพูดเร็ว จะไปสู้เขาคงไม่ได้ เลยเลือกสไตล์พูดช้า พูดชัด พูดแล้วคนฟัง คือแบบพูดน้อยต่อยหนัก อย่างนั้นจะดีกว่า พูดแล้วคนต้องว้าว แล้วเราก็เริ่มมั่นใจ พูดได้เร็วขึ้น
แต่ 3 เดือนแรกเหมือนนรก
มีหลายๆ ครั้งที่ท้อ ร้องไห้
แต่นึกถึงคุณแม่ ตอนท่านเจ็บหนักหยุดหายใจ 5-6 ครั้งท่านก็สู้ที่จะมีชีวิตตลอด ครั้งหนึ่งท่านบอกว่า ท่านเห็นยมบาล แต่ท่านขอมีชีวิตต่อ บอกว่ายังไม่เห็นลูกประสบความสำเร็จ
เราก็คิดว่าแม่ยังสู้ยมบาล แล้วเราล่ะ เราเป็นลูกแม่ แม่สู้เพื่อดูเราประสบความสำเร็จ เราก็ต้องสู้ให้แม่ได้เห็น”
นอกจากนั้นกระทิงบอกว่า เขายังใช้เสน่ห์ความเป็นไทยมาเป็นจุดแข็ง “เราไม่ใช่อเมริกัน เสน่ห์ของเรา คือความเป็นไทย ในที่สุดเพื่อนๆ ก็เปิดใจยอมรับ”
ความเป็นไทยยังเป็นสิ่งที่กระทิงยืนยันว่า ช่วยให้ได้ทำงานที่กูเกิล
“บางคนน้อยใจอยากเป็นอเมริกัน พยายามเรียนรู้อเมริกัน คัลเจอร์ แต่ความเป็นคนไทยนี่แหละ ความเป็นคนสบายๆ ง่ายๆ โอเพ่น เฟรนด์ลี่ รู้จักการปล่อยวางนี่แหละที่คนอื่นชอบ”
ผ่านพ้นช่วงปรับตัว ความสามารถของกระทิงเริ่มเป็นที่ประจักษ์ กระทั่งเพื่อนๆ โหวตให้เขาเป็นประธานชมรมการตลาดที่มีสมาชิกกว่า 100 คน นำทีมไปคว้ารางวัลอันดับสอง กรณีการตลาดแห่งสหรัฐอเมริกา โดย HP
ลูกอึดมีอยู่เต็มตัวกระทิง แม้ภาระการเรียนจะหนัก แต่เขายังทำงานควบคู่ไปด้วย ทั้งเปิดบริษัท ทั้งทำธุรกิจร่วมกับบริษัทเวนเจอร์ โดยมีเวลาพักจริงๆ แค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น “ค่าเรียนแพงมาก เงินที่เตรียมไปไม่พอใช้” กระทิงบอก
“ทั้งทำงานและเรียน นอนแค่วันละ 4 ชั่วโมง ผมคิดว่าถ้าผมนอนวันละ 8 ชั่วโมง ถ้ามีอายุถึง 100 ปี ผมใช้เวลานอนถึง 33 ปี แต่ถ้านอนแค่ 4 ชั่วโมง เรามีเวลาเพิ่มขึ้น 16 ปี”
ความช่างคิดแบบนี้ กระทิงบอกว่าเขาเป็นมาตั้งแต่เด็ก โดยฮีโร่ของเขาสมัยเด็กๆ คือไอน์สไตน์ พอโตขึ้นฮีโร่ของเขา คือ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" เนื่องจากชื่นชอบความเป็นนักวางกลยุทธ์
ขณะนี้กูเกิลมีคนไทยร่วมงาน 2-3 คน แต่กระทิงเป็นคนบุกเบิก “เขาเลือกเราก็โชคดี” กระทิงบอก เพราะใบสมัครที่มีไปถึงกูเกิลนั้นมีเป็นพันๆ ใบ คนที่ผ่านการคัดเลือกเรียกว่าต้องผ่านการสกรีนอย่างมาก
“เขาสัมภาษณ์ผม 8 รอบ ใช้เวลา 5 เดือน ตอนนั้นก็เริ่มท้อใจ เพราะปฏิเสธงานอื่นไปทั้งที่ออฟเฟอร์ดีกว่า” กระทิงเล่าพร้อมยกตัวอย่างคำถามเช่น ทำอย่างไรให้กูเกิลโต 10 เท่า ซึ่งจะใช้ความคิดธรรมดาๆ ไม่ได้ ก็ต้องใส่ความคิดนอกกรอบ ความสร้างสรรค์
บรรยากาศการทำงานที่กูเกิล กระทิงบอกว่า คนที่นี่ต้องยืดหยุ่น ยอมรับการเปลี่ยนแปลงมากๆ เพราะเป็นธุรกิจใหม่ “ที่นี่มีความอลหม่าน เพราะมันไม่มีรูปแบบ ต้องสร้าง ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ผมเปลี่ยนตำแหน่ง 2 ครั้ง เปลี่ยนที่นั่ง 3 ครั้งในเวลาไม่ถึงปี”
นอกจากนี้สังคมคนกูเกิลยังง่ายๆ เปิดกว้างทางความคิด แม้แต่ละคนจะฉลาด ชนิดจบปริญญาเอกกันคนละ 2 ใบหรือจบปริญญา 2 ใบใน 4 ปีนั่นคือเอกใบ โทใบ แต่ส่วนใหญ่จะฉลาด ถ่อมตัว
“คือคนที่เก่งจริงๆ ประสบความสำเร็จจริงๆ เขาไม่คุย แต่ถ้ามีไอเดียต้องสปีค อัพ และเขาจะทุ่มเทสูง คนที่นี่เดินตาแดงก่ำเป็นแถว มีความบ้าระห่ำ เพราะเราอยู่ในอุตสาหกรรมใหม่ ไม่มีใครเคยไปเพราะฉะนั้น ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองต้องทำอย่างไร รู้แต่ว่าเราต้องสร้างมันขึ้นมาเอง
ชีวิตที่กูเกิล สนุก อาจจะดูว่าสับสนวุ่นวาย แต่คนที่นั่นเชื่อว่า สิ่งที่เขาทำคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และเปลี่ยนแปลงโลกได้ ช่วยโลกได้ เพราะเรา organize the world’s information เพื่อให้คนเข้าใจ และใช้ข้อมูลได้มาก ทุกคนเลยมีแรงผลักดันสูง”
มาตรฐานความสามารถสูง มาตรฐานคนกูเกิลยามถูกประเมินเลยสูงตาม ถึงใครจะเก่งมาจากไหน แต่ที่นี่ผลการประเมินอาจจะออกมาแค่ “ปานกลาง” สำหรับผลงานกระทิง ได้รับการประเมินว่าดีมาก “แต่ก็เกือบตายเหมือนกัน” กระทิงบอก
งานของกระทิง คือการดูแลตลาดในเอเชีย รับผิดชอบธุรกิจ search engine ในเอเชีย “เขามองว่า เอเชียเป็นอนาคต แต่กูเกิลยังตามหลังคู่แข่งอยู่ ทั้งในจีน ญี่ปุ่น เกาหลี” ก็คงจะได้เห็นอะไรดีๆ หลังจากนี้
"ตอนนี้ภูมิใจว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรมหัศจรรย์
ยังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ก็มาไกล" กระทิงบอก
ความสำเร็จในมุมของหนุ่มกระทิงคนนี้ คือการได้ทำงานด้านการศึกษาให้กับสังคมไทย โดยสร้างการศึกษาทางเลือกให้คนธรรมดาได้เข้าถึงผ่านเทคโนโลยีอย่างอินเทอร์เน็ต
“ก่อนจะทำงานกับกูเกิล มีบริษัทพวกเฮดฟันด์จะให้ทำงานด้วย เงินเดือนก็เยอะกว่าที่กูเกิล 2 เท่า แม่ก็ถามว่ามีความสุขหรือเปล่า ใช่สิ่งที่อยากทำหรือเปล่า
ลูกแม่เหมือนกระทิง พอเห็นเป้าหมายถึงจะวิ่ง แต่ลูกแม่ไม่ได้ถูกผลักดันให้ทำเพื่อเงิน อย่าแลกฝันด้วยเงิน
ฝันของผม คือเรื่องการศึกษา เพราะการศึกษาผมถึงมาอยู่ตรงนี้ สมัยเด็กๆ ผมตัวเล็ก เงียบๆ มีโลกส่วนตัวสูง ไม่เก่ง ถูกเพื่อนแกล้ง แต่อาจารย์ที่โรงเรียนประถม 2 ท่าน คืออาจารย์ จันทร และอาจารย์เช่นชนกให้กำลังใจ ทำให้เรารักในการแสวงหาความรู้ มาถึงตรงนี้ได้เป็นหนี้บุญคุณอาจารย์
แล้วตั้งแต่ได้เหรียญทอง เป็นวิศวะรู้ว่าโอกาสได้เงินเยอะมาถึง แต่รู้ว่าถ้าเราไม่ได้เรียน คงไม่มีแบบนี้ ทุกอย่างอยู่ที่การศึกษา การศึกษาผมถือเป็นปัจจัยที่ 5 ก็อยากสร้างการศึกษาทางเลือกให้คนธรรมดาได้เข้าถึงโดยผ่านทางอินเทอร์เน็ต อยากปฏิวัติการศึกษาและการเรียนรู้ของสังคมไทย ให้คนไทยได้ก้าวไปแข่งขันในเวทีโลก นำสังคมไทยไปข้างหน้า
ชีวิตนี้ถ้าไม่ตาย ขอทำให้ได้ เป็นเป้าหมายของกระทิง"
ราวปลายปีนี้ แผนการของกระทิงคงจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้น โดยเขาอาจจะทำเป็นเว็บ เป็นที่รวมความรู้ โนว์ฮาว ถ่ายทอดความรู้การเป็นผู้ประกอบการ ให้ความรู้เรื่องการตลาด เรื่องไฮเทค การคิดกลยุทธ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์
“ที่ต้องการสนับสนุนให้เกิดธุรกิจ เพราะ 1 บริษัทเท่ากับช่วยคน 10 คนให้มีงานทำ 10 คนนี้มีครอบครัวอีกหลายคนจะได้ประโยชน์
โลกตอนนี้เปลี่ยนไป อเมริกันเขาจะผลักดันเรื่องการเป็นผู้ประกอบการมาก”
กระทิงบอกว่า หากคนไทยมีเทคโนโลยี มีโอกาสแล้ว จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติได้มาก ตามความคิดเขาจึงอยากจะสร้างซิลิคอน วัลเลย์ ให้เกิดขึ้นในเมืองไทย มีคนสัก 300 คน มีอินฟราสตรัคเจอร์สมบูรณ์ เพื่อสร้างผู้ประกอบการเชิงสังคมไม่ใช่สำหรับกำไร
"อย่างที่เพื่อนผมทำ ตั้งไมโครไฟแนนซ์ ให้คนรวยเข้ามาเจอกับผู้ที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ ถ้าเขาต้องการบริจาคหรือสนับสนุนใคร ธุรกิจอะไร ทำให้ผู้ให้กับผู้ขอมาเจอกัน เชื่อว่าจะเป็นรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
คนไทยไม่แพ้ใครนะ ยกน้ำหนักเราก็ได้แชมป์โลก เรื่องมันสมองก็ไม่จริง ที่สแตนฟอร์ดคนที่ได้ที่ 1 คือคนไทย ที่กูเกิลผมเป็นหนึ่งในสองคนที่ไม่จบปริญญาเอก เพราะฉะนั้นไม่จริงที่ว่าคนไทยไม่เก่ง แต่ต้องให้โอกาสและเครื่องมือ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจะให้พลังมหาศาล"
..........................................................
สเต็ปใหม่ บัณฑิต อึ้งรังษี ปลุกคนไทย 'สู้เพื่อฝัน'
"อยากให้คนไทยรุ่นใหม่คิดใหญ่ เพราะคนไทยคิดแค่โลคอล เด็กไทยไม่มีโรล โมเดล ถ้าไม่มีใครเป็นคนระดับอินเตอร์ เราอาจมีโทนี่ จา แต่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แล้วก็มักจะคิดว่าฝรั่งเก่งกว่า ซึ่งไม่จริง"
เขาเป็น "ไอดอล" ที่คนไทยรุ่นใหม่หลายคนอยากเอาแบบอย่าง หากพูดถึง "ความเก่งระดับโลก" เพราะ "บัณฑิต อึ้งรังษี" เป็นหนึ่งเดียวของชาวไทยที่ก้าวไปเป็นคอนดัคเตอร์ระดับโลก
เป็น 1 ใน 3 ของคนเอเชียที่เป็นคอนดัคเตอร์ในเวทีโลกขณะนี้
ทั้งเป็นชัยชนะของคนไทยที่สามารถสู้จนเติบโตในวงการเพลงคลาสสิกซึ่งฝังอยู่ในสายเลือดคนยุโรป เรียกว่า "ชนะข้ามวัฒนธรรม"
วันนี้สิ่งที่เขากำลังทำคือ การออกเดินสายพูดถึงศักยภาพที่ทุกคนมี พร้อมกระตุ้นให้นำมาใช้กันให้เต็มที่
สร้าง "Can Do Attitude"
เพื่อให้หลายคนก้าวเดินไป สามารถทำได้ตามพลัง ตามศักยภาพที่มีอย่างเต็มที่
เหมือนอย่างที่เขาได้ใช้ความพยายามในการก้าวสู่การเป็นวาทยกรระดับโลก และทำได้มาแล้ว !
คำพูด "คนไทยต้องเป็นที่หนึ่ง !" คือสิ่งที่ "บัณฑิต อึ้งรังษี" ต้องการ "ปลุก" คนไทยให้ "Go Big"
"ผมมองว่าสิ่งที่จะมอบให้กับเมืองไทยในระยะยาว ไม่อยากให้จำกัดอยู่กับดนตรี แต่อยากบอกกับคนรุ่นใหม่ในเมืองไทยว่า ถ้าเขาอยากทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ทำได้
พอเขียนเป็นหนังสือก็กลายเป็นว่าสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทำงานในองค์กรต่างๆ บางองค์กรซื้อหนังสือเป็นพันๆ เล่มเพื่อแจกพนักงาน องค์กรหลายแห่งเชิญผมไปพูด เช่นยูนิลีเวอร์ ไทยพาณิชย์" "บัณฑิต" เล่าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นนักพูดสร้างพลังใจ หลังการถ่ายทอดประสบการณ์ การต่อสู้กับโลกภายนอกผ่านหนังสือ "ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้" จนได้รับความนิยมสูง
จนกระทั่งต้องออกเป็นหนังสืออีกเล่ม "30 วิธีเอาชนะโชคชะตา" ที่พูดถึงกฎ 30 ข้อแห่งการเอาชนะโชคชะตา
นอกจากรับเชิญไปพูดแล้ว เอกชนอย่างบริษัทไทยเบฟฯ ได้เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้เขาเดินสายพูดตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้กล้าคิด
"สิ่งที่เน้นคือ เรื่องกล้าฝัน ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เพราะถ้าทำในสิ่งที่เราไม่รัก จะไม่มีแรงผลักดันทำให้ตัวเองเก่ง มันจะทำงานไปวันๆ
ทุกอย่างมันจะอยู่ที่ความชัดเจนของเป้าหมาย ถ้าเราอยากจะได้มันมา ไม่ว่าอุปสรรคอะไรเราก็อดทนได้" บัณฑิตบอก พร้อมกับยกตัวอย่างให้เห็นว่า อย่างตัวเขา ตอนอยู่อเมริกา เคยส่ง resume เป็นร้อยๆ แผ่น ส่งเป็นกองใหญ่ก็อดทนจนมาถึงวันนี้
"จากอายุ 18 ปี อายุ 31 ปีถึงประสบความสำเร็จ"
ในระหว่างช่วงเวลา 13 ปี บัณฑิตบอกว่าเขาผ่านทั้งความล้มเหลว ความผิดหวังมามากมายและ "บ่อยด้วย" เพราะวงการเพลงคลาสสิกนั้น ถือเป็นรากเหง้า วัฒนธรรมของคนยุโรป คอนดัคเตอร์ตะวันตกจึงเติบโตได้เร็วกว่า เป็นที่ยอมรับกว่าคนเอเชียทั้งที่อาจจะมีระดับความสามารถเท่ากัน
เขาจึงต้อง "สู้" ด้วยฝีมือของตัวเองล้วนๆ
"ฝีมือเราเหนือกว่าฝรั่ง แต่แบรนด์เราไม่ได้ เล่นเก่งยังไง เขาก็ยังมองว่าเราคือคนไทย" บัณฑิตเล่าถึงอุปสรรคที่เกิดจากความเป็นคนต่างชาติ ต่างวัฒนธรรม
หรือแม้จะเป็นวาทยกรที่มีชื่อแล้ว ก็ต้องเจอกับ "การลองของ" ซึ่งบัณฑิตบอกว่า นักดนตรีฝรั่งไม่ไว้หน้าแน่ ถ้าฝีมือไม่เข้าขั้นจริง "เขามีคำว่า eat you for breakfast”
เมื่อเจอกับการลองของ วิธีการรับมือของบัณฑิตนั้นจะขึ้นอยู่กับว่าเขาอยากกลับไปเล่นที่นั่นอีกไหม "ถ้าอยาก ผมจะทำให้เขารู้ว่า I can do it เราไม่ใช่คนที่จะเล่นได้
แล้วแต่ว่า แคร์ไม่แคร์ ก็เป็นเรื่องแปลกนะ ยิ่งไม่แคร์เท่าไหร่ เขากลับเชิญเราไปอีก (หัวเราะลั่น)
แต่เราก็ต้องเข้าใจว่า นักดนตรีมีเป็นร้อย บางทีอาจจะเป็นแค่คนคนเดียว จะให้คนคนเดียวมาทำให้ทั้งวงเสียไม่ได้ ผมก็ดูว่า ในเวลานั้นมันหนักหนาไหม เราจะปล่อยให้เขาลองของไหม แล้วเสียคนส่วนใหญ่ ถ้าเราแฮนเดิลไม่เป็น เสียความเคารพจากทั้งวง มันจะทำให้ทำงานยากขึ้น
ก็ต้องดูว่าจะจัดการยังไง
ผมผ่านมาประมาณ 400 คอนเสิร์ต มีประสบการณ์ สู้ได้ มาไม้ไหนไม่กลัว ตอนเด็กๆ ขี้อาย ไม่กล้า มาพัฒนาบุคลิกตอนนี้เอง”
ประสบการณ์โหด หิน ภาคปฏิบัติทั้งหลายจนกลายเป็น "คนไทยคุมฝรั่ง" คุมวงออร์เคสตรามาแทบทั่วโลก ทำให้บัณฑิตมี "วัตถุดิบ" เพื่อชี้แนะได้ดีเยี่ยม ซึ่งเขาบอกว่า การสร้างพลังใจคนไทยให้กล้าคิดใหญ่ถือเป็นมิชชั่นอย่างหนึ่ง เพราะจริงๆ แล้ว คนไทยไม่น้อยหน้าใคร เก่งแค่ไหนก็เก่งได้ แต่เราคิดไม่ใหญ่พอ
"อยากให้คนไทยรุ่นใหม่คิดใหญ่ เพราะคนไทยคิดแค่โลคอล เด็กไทยไม่มีโรล โมเดล ถ้าไม่มีใครเป็นคนระดับอินเตอร์ เราอาจมีโทนี่ จา แต่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แล้วก็มักจะคิดว่าฝรั่งเก่งกว่า ซึ่งไม่จริง
ผมอยู่เมืองไทยเกรดก็ธรรมดา แต่อยู่เมืองนอกได้เกรด 4 ซึ่งไม่น่าเชื่อ เป็นเพราะเราไม่มีระบบสนับสนุนคนที่มีความสามารถเพียงพอมากกว่า"
บัณฑิตบอกว่า จริงๆ แล้ว คนอเมริกันเก่งสู้คนเอเชียไม่ได้ ทั้งไอที คณิต เอเชียชนะหมด แต่เพราะอเมริกาเป็นประเทศที่โปรโมทคนของเขาดี ให้โอกาส ให้เงิน ขณะที่คนไทยไม่มีระบบการดันที่มีประสิทธิภาพ คนของเราจึงต้องดันตัวเอง
คนไทยเก่ง แต่เมื่อไม่มีการผลักดันก็จบ
แต่แน่นอนว่า ทุกอย่างต้องมีการเริ่มต้น "มันไม่มีอะไรเหลือบ่ากว่าแรง มันเป็นไปได้" บัณฑิตบอก
วิธีการที่เขาแนะนำ คือ เริ่มเดินไปสู่เป้าหมายนั้น ซึ่งพอเริ่มต้นเดิน ก็จะมีทางของมัน "มันสมองจะเริ่มหาทาง" อย่างเช่นเขาที่แค่อยากจะทำในสิ่งที่ตัวเองรัก คือ การเป็นวาทยกร ต้องการให้เก่งเหมือนกับคนอื่นๆ แต่ปัญหา คือหาประสบการณ์ด้านนี้ในประเทศไม่ได้ จึงต้องไปหาประสบการณ์จากต่างประเทศ
"ก็กลายเป็นโอกาสที่ดีว่า ทำให้เรามีโอกาสไปต่างประเทศ ได้มีโอกาสดีๆ จนมีชั่วโมงบินสูง"
ขณะเดียวกันเมื่อต้องล้มเหลว วิธีสำคัญที่ช่วยไม่ให้ล้มเลิกจากกรณีของเขา คือ การไม่เอาตาออกจากเป้าหมายเลย คือ มีความเชื่อเสมอว่าจะพิชิตเป้าหมายได้
ส่วนความกดดันจากการตั้งเป้าหมายสูงๆ สำหรับบัณฑิต เขาบอกว่า การตั้งเป้าหมายสูงๆ แม้จะไปไม่ถึงฝัน ก็ทำให้ไปได้ไกลกว่าเดิม
"อย่างผมความกดดันทำให้ตื่นเต้นด้วยซ้ำ ไม่เครียด
ผมคิดเสมอว่า ถึงแม้ไม่ถึงเป้าที่สูงซะทีเดียว แต่การที่เราตั้งเป้าไว้ที่ดวงดาว แต่ไปถึงแค่ภูเขา มันก็ยังสูงกว่าตอนนี้มากมายนัก"
เช่นเดียวกับคำออกตัวเรื่องพรสวรรค์ต่อการประสบความสำเร็จ บัณฑิตให้น้ำหนักแค่เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่จะต้องมาจากการทุ่มเท มาจากหยาดเหงื่อมากกว่า "ผมไม่สนเรื่องพรสวรรค์ แต่พึ่งการทำงานหนัก" บัณฑิตกล่าว
นอกจากการพูดจุดประกาย บัณฑิตบอกว่า ต่อไปเขาอาจจะสร้างเป็นหลักสูตรขึ้นมา พัฒนา Sucessful Skill เพื่อรับใช้สังคม และถ้าจะให้ได้ผลกว่านี้ ต่อไปอาจจะเป็น Learning Institute แต่ขณะนี้ยังเป็นแค่ไอเดีย ต้องหาคนมาร่วมทำ
"ตอนนี้ผมแค่ได้ plant the seed คงไม่ถึงกับเปลี่ยนประเทศ แค่ปลุกเบสิกความคิด ให้มีสัก 1 เปอร์เซ็นต์ ที่ปิ๊งความคิดก็คุ้มแล้ว
ที่มา : www.bangkokbizweek.com